×

จาก “ถนนรถม้า” ข้ามศตวรรษสู่ “ย่านสร้างสรรค์” ที่เจริญกรุง 30

ธีรดา มูลศิริ | Editorial Manager | 19 July 2018

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 150 ปีก่อน เป็นช่วงที่ชาวต่างชาติเพิ่งเริ่มย้ายเข้ามาลงหลักปักฐานในสยามประเทศของเรา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างถนนเจริญกรุงขึ้นมาเนื่องจากชาวต่างชาติและบรรดากงสุลได้ร่วมกันลงชื่อถนนสายยาวสำหรับขี่ม้าหรือนั่งรถม้าตากอากาศ เป็นที่มาของถนนสายแรกของเมืองไทย และตามด้วยถนนบำรุงเมือง ถนนเฟื่องนคร และถนนสีลมในเวลาอันใกล้เคียงกัน

ทุกวันนี้เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่าย่านเจริญกรุงถือเป็นหนึ่งพื้นที่ในกรุงเทพฯ ที่มีคาแรกเตอร์เด่นชัดด้วยความร่วมสมัย ไม่ว่าจะเป็นอาคารเก่าที่อยู่เคียงข้างโรงแรมสุดหรู ชุมชนที่ห่างจากสถานที่ท่องเที่ยวเพียงไม่กี่ก้าว สตรีตอาร์ตฝีมือศิลปินรุ่นใหม่ที่ซ่อนตัวอยู่ตามซอกหลืบกำแพงตึกเก่า ซึ่งความสัมพันธ์ของสิ่งใหม่ในพื้นที่เก่า การอนุรักษ์และการพัฒนาในย่างก้าวเดียวกันทำให้ย่านเจริญกรุงได้ชื่อว่าเป็นย่านสร้างสรรค์ หรือ Creative District



วันนี้เพื่อนเดินทางอาจจะไม่ได้พาคุณบินข้ามน้ำข้ามทะเลไปเที่ยวที่ไหนไกล แต่เราอยากชวนคุณนั่งเรือด่วนเจ้าพระยามาลงที่ท่าเรือสี่พระยา แล้วมาเดินสำรวจซอยเจริญกรุง 30 พื้นที่อดีตในบริบทปัจจุบันที่ยังยอมให้ทุกคนเข้าไปสัมผัสและมีส่วนร่วมได้ในทุกวันนี้
 

จุดหมายที่ 1: บ้านเลขที่ ๑

เกริ่นมาด้วยถนนสายแรกของเมืองไทย เราก็ขอเริ่มพิกัดแรกด้วย บ้านเลขที่ ๑ เลยก็แล้วกัน ถ้าก้าวลงจากเรือด่วนที่ท่าเรือสี่พระยาแล้วเดินเลียบซอยเล็กๆ ข้างโรงแรม Royal Orchid Sheraton ออกมา ให้มองไปทางซ้ายมือซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของอาคารอนุรักษ์สองชั้นสไตล์นีโอคลาสสิก หลังคาทรงปั้นหยาสีเขียวขี้ม้าตัดกับตัวตึกสีเหลืองนวลดึงดูดสายตาผู้คนที่เดินผ่านไปมา โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่หยุดถ่ายภาพเก็บไว้เป็นระยะๆ นี่แหละคืออาคารบ้านเลขที่ ๑

ก่อนหน้าที่ทางสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จะได้บูรณะอาคารแห่งนี้ บ้านเลขที่ ๑ เคยเป็นบริษัทกลั่นสุราฝรั่งเศสมาก่อน

บ้านเลขที่ ๑ สร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เชื่อมโยงได้กับรูปแบบสถาปัตยกรรมอันเป็นที่นิยมมากขึ้นหลังเสด็จประพาสยุโรปนั่นเอง

ก่อนหน้าที่กองอนุรักษ์จากทางสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จะบูรณะอาคารแห่งนี้ บ้านเลขที่ ๑ เคยเป็นบริษัทกลั่นสุราฝรั่งเศสมาก่อน ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ เพราะย่านเจริญกรุง-บางรักนั้นเต็มไปด้วยชาวต่างชาติมาตั้งแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว สำหรับเหตุผลของหมายเลขบ้านที่เป็นเลขที่ ๑ เพราะเป็นการให้เกียรติบ้านหลังแรกที่อยู่ติดกับวังตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เชื่อมโยงได้กับรูปแบบสถาปัตยกรรมอันเป็นที่นิยมมากขึ้นหลังเสด็จประพาสยุโรปนั่นเอง

ส่วนโกดังโรงครัวที่อยู่ข้างๆ กันนั้นอดีตเป็นโกดังของบริษัทขนส่งของ Mr. Louis T. Leonowens หรือที่หลายคนอาจรู้จักกันในฐานะลูกชายของแหม่มแอนนา พระอาจารย์สอนภาษาอังกฤษของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 นั่นเอง ซึ่งบริษัทหลุยส์ ที. ลีโอโนเวนส์ จำกัด ยังคงทำธุรกิจโลจิสติกส์สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน แต่ย้ายที่ตั้งไปยังถนนสุรวงศ์ และบริษัทนี้ยังมอบไม้สักสองต้นใหญ่เพื่อบูรณะเสาชิงช้าต้นเดิมของประเทศไทย ที่เราเห็นเสาชิงช้าแดงๆ ในทุกวันนี้ก็เป็นทั้งสัญลักษณ์ของบริษัทและอนุสรณ์ให้แก่ Mr. Louis เช่นกัน

ทุกวันนี้บ้านเลขที่ ๑ ถือเป็นอาคารอนุรักษ์ มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ แต่ก็ใช่ว่าจะแตะต้องไม่ได้เลย เพราะบุคคลทั่วไปสามารถเช่าสถานที่เพื่อจัดงานแต่งงานหรือกิจกรรมพิเศษได้ด้วย สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ www.house-numberone.com/contact-us

จุดหมายที่ 2: สถานทูตโปรตุเกส

หลายคนน่าจะพอจำได้จากคาบวิชาประวัติศาสตร์สมัยมัธยมว่า โปรตุเกสเป็นชาติตะวันตกชาติแรกที่เข้ามาติดต่อซื้อขายกับเมืองไทยเราตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา (ขนมฝอยทองก็ได้มาจากพวกเขานั่นแหละ) พอวันนี้มีโอกาสมาเดินเล่นในซอยเจริญกรุง 30 ก็อดไม่ได้ที่จะเล่าให้ฟังคร่าวๆ เกี่ยวกับสถานทูตโปรตุเกส ที่ตั้งห่างจากจุดหมายแรกของเราเพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้น

สถานทูตโปรตุเกสเป็นสถานทูตแห่งแรกของในกรุงเทพฯ ที่มีประวัติยาวนาน เริ่มสร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 ด้านในมีทำเนียบทูต หรือเข้าใจง่ายๆ ก็คือบ้านพักท่านทูตนั่นเอง เป็นอาคารโคโลเนียลติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ถึงเราจะมองไม่เห็นจากข้างนอก แต่ดีกรีความสวยงามนั้นเรียกได้ว่าไร้ข้อกังขา เพราะได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่นใน ค.ศ. 1984 จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์มาการันตี

ถ้าไม่ได้ไปขอวีซ่าก็ยังมีอีกจุดที่คนทั่วไปสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับสถานทูตโปรตุเกสได้เช่นกัน สิ่งนั้นก็คือ Scratching the Surface Project สตรีตอาร์ตที่ใช้สว่านเจาะกำแพงสีขาวให้เป็นใบหน้าของผู้คน ผลงานของ Vhils หรือชื่อเต็ม Alexandre Farto ศิลปินชาวโปรตุเกสอายุเพียง 31 ปีที่มาฝากฝีมือเอาไว้เมื่อต้นปีก่อน แวะไปถ่ายรูปได้ทุกวันทุกเวลาเลย


จุดหมายที่ 3: Warehouse 30

จุดหมายถัดมาอยู่ไม่ไกลจากสถานทูตโปรตุเกส เดินต่อมาแค่ประมาณ 2-3 นาทีก็จะพบกับ Warehouse 30 โกดังเก่า 8 หลังที่ถูกแปลงโฉมกลายเป็นพื้นที่สร้างสรรค์อเนกประสงค์ หนึ่งในโปรเจกต์ของคุณด้วง-ดวงฤทธิ์ บุนนาค ผู้อยู่เบื้องหลัง The Jam Factory ที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกันในอีกฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา และศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) เป็นต้น

คุณด้วงให้สัมภาษ์ณกับ Time Out Bangkok เกี่ยวกับแนวคิดของ Warehouse 30 ไว้ว่า “ผมตั้งใจจะสร้างให้แตกต่าง ให้เป็น creative working space คือต้องการสร้าง One Big House (ชื่อของ co-working space) ให้มันเป็น community จริงๆ”

นอกจาก One Big House ที่คนทั่วไปสามารถเช่าจัดงานและนิทรรศการต่างๆ ได้แล้ว ในโกดังที่เรียงถัดกันมาก็มีทั้งโชว์รูมแบรนด์แฟชั่น Lonely Two Legged Creature โรงภาพยนตร์อิสระเน้นฉายสารคดีโดย Documentary Club รวมถึงคาเฟ่กาแฟ ไล-บรา-รี่ และร้านอาหาร แดก ส่วนด้านหน้ายังมีร้านขนมอบสไตล์ฝรั่งเศส Maison Chatenet เคียงข้างกับสปาของแบรนด์สกินแคร์ไทยร่วมสมัย Erb Spa ตั้งอยู่อีกด้วย



จุดหมายที่ 4: อาคารไปรษณีย์กลางบางรัก และศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC)

จุดหมายสุดท้ายก่อนจากกันไปในวันนี้ เดินต่อไปกับเราอีกนิดจนถึงปากซอยฝั่งที่ติดกับถนนเจริญกรุงเพื่อสำรวจอาคารไปรษณีย์กลางบางรัก และศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) ในอดีตที่นี่เคยเป็นที่ตั้งของสถานกงสุลอังกฤษ ก่อนมีการบูรณะและปรับเปลี่ยนฟังก์ชันมาเป็นตึกที่ทำการกรมไปรษณีย์โทรเลขในสมัยรัชกาลที่ 7 หรือเมื่อประมาณ 80 ปีก่อน

แม้อาคารไปรษณีย์กลางบางรักจะเกษียณอายุตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว (แต่อาคารไปรษณีย์บางรักที่รับ-ส่งจดหมายได้จริงๆ ก็อยู่ในซอยเจริญกรุง 32 ข้างๆ กันนั่นแหละ) ตึกเก่าแห่งนี้ก็ยังคงความสวยงามทางสถาปัตยกรรมสไตล์ Brutalist โชว์คอนกรีตเปลือย มีขนาดเหมือนกล่องใหญ่โต มองดูน่าเกรงขาม ทั้งหมดนี้ออกแบบโดยพระสาโรชรัตนนิมมานก์ หัวหน้ากองสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ร่วมด้วยนายหมิว อภัยวงศ์ คาดว่าทั้งคู่ได้รับอิทธิพลมาจากสถาปนิกชาวอิตาลีและเยอรมันไม่น้อยเลยทีเดียว

ปัจจุบันศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) ได้ใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งของอาคารไปรษณีย์กลางบางรักเป็นสำนักงานและห้องสมุดขนาดใหญ่กับหนังสือกว่า 70,000 เล่ม เพื่อต่อยอดความคิดสร้างสรรค์สำหรับสายดีไซน์โดยเฉพาะ คนทั่วไปสามารถเดินเข้าไปใช้บริการได้แบบรายวัน หรือสมัครสมาชิกรายปีได้ที่ web.tcdc.or.th/th/member