×

5 เรื่อง (เกือบ) ลับใน “เคมบริดจ์”

แจน อุรุพงศา | Writer | 16 February 2019



"เคมบริดจ์" เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานและเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก “University of Cambridge” (ปัจจุบันมีอายุกว่า 800 ปี) แน่นอนว่าเมืองที่เก่าแก่และอัดแน่นไปด้วยประวัติศาสตร์เช่นนี้ย่อมดึงดูดนักท่องเที่ยวมากมาย ข้อมูลจาก www.visitbritain.org จัดให้เคมบริดจ์ติดอันดับหนึ่งในสิบเมืองที่มีคนมาเที่ยวมากที่สุดในสหราชอาณาจักร ด้วยเหตุนี้หน้าที่เสริมของการเป็นนักเรียนเคมบริดจ์คือการเป็นเจ้าบ้านต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองที่เดินทางมาเยี่ยมเยียนเป็นประจำ แต่การจะให้ข้อมูลผู้มาเยือนแบบที่เปิดหนังสือท่องเที่ยวเล่มไหนก็เจอคงจะแสนธรรมดาเกินไป เราจึงต้องมีข้อมูลเคมบริดจ์แบบอินไซด์ติดตัวและติดหัวไว้เสมอๆ ซึ่ง 5 เรื่อง (เกือบ) ลับต่อไปนี้ได้มาจากเหล่ากูรูแห่งเมืองเคมบริดจ์และความสามารถในการสอดรู้สอดเห็นส่วนตัว

 

1. The Other Place
ความเก่าแก่ของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ไม่ได้ปรากฏแค่ทางสถาปัตยกรรมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงขนบธรรมเนียมและประเพณีต่างๆ ที่สะท้อนให้เห็นได้จากกิจกรรมและคำศัพท์ที่ใช้เฉพาะในมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นชื่อเทอม ชื่อสถานที่ หรือเหล่าแสลงที่ชาว Cantabrigian (เป็นคำเรียกคนที่อยู่ในมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์) ต่างรู้กัน มีเยอะขนาดที่ต้องแจกหนังสือรวบรวมคำศัพท์เฉพาะให้นักศึกษาใหม่พกไว้เป็นคู่มือประกอบการใช้ชีวิตประจำวันเลยทีเดียว

หนึ่งคำที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้มาเยือนเคมบริดจ์คือคำว่า “The Other Place” ซึ่งหมายถึง “ที่ที่คุณก็รู้ว่าที่ไหน” นั่นก็คือมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด มหาวิทยาลัยคู่แข่งตลอดกาลของเคมบริดจ์นี่เอง คล้ายๆ กับในเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์ที่เรียกลอร์ดโวลเดอมอร์ว่า “You-Know-Who” (คนที่คุณก็รู้ว่าใคร) นั่นแหละ เพียงแต่เหตุผลที่ไม่ยอมเรียกชื่อไม่ใช่เพราะว่า “กลัว”

แต่เรื่องราวมีอยู่ว่า...ย้อนกลับไปหลายศตวรรษ ตั้งแต่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ยังไม่ได้ก่อตั้ง ตอนนั้นมหาวิทยาลัยเพียงแห่งเดียวในประเทศอังกฤษคือมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ต่อมาเกิดความขัดแย้งขึ้นภายในมหาวิทยาลัย ทำให้นักศึกษาและอาจารย์ส่วนหนึ่งแยกตัวออกมาก่อตั้งมหาวิทยาลัยแห่งที่สอง (ซึ่งดีกว่าแห่งแรก) ที่เมืองเคมบริดจ์ การแยกวงในตอนนั้นเองที่ส่งผลให้ทั้งสองมหาวิทยาลัยไม่ลงรอยกันเป็นเวลานาน จนไม่อยากจะเอ่ยชื่อเสียงเรียงนามของกันและกัน และเป็นที่มาของคำว่า “The Other Place”



ในปัจจุบันแม้ความบาดหมางระหว่างสองมหาวิทยาลัยเป็นอดีตไปแล้ว แต่ทั้งสองก็ยังคงการเรียกกันและกันว่า The Other Place (พร้อมกับการกลอกตามองบนแล้วยักไหล่เบาๆ) เสมือนว่าเป็นชื่อเล่นไว้หยอกล้อกันตามประสาเพื่อนรักเพื่อนแค้น ไปเยี่ยมเคมบริดจ์เมื่อใดจงอย่าเผลอไผลหลุดปากชื่นชม “ที่ที่คุณก็รู้ว่าที่ไหน” ต่อหน้าชาว Cantabrigian กันนะจ๊ะ เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน


2. เรียนจบตรีแถมฟรีปริญญาโท
Master of Arts หรือ The Cambridge MA คือประกาศนียบัตรที่เทียบเท่าปริญญาโทของมหาวิทยาลัยทั่วไป แต่ที่พิเศษ (หรือว่าพิสดาร) กว่าที่อื่นก็คือปริญญาใบนี้มีไว้แจกเป็นของสมนาคุณ...

เรื่องมีอยู่ว่า นักเรียนที่เรียนจบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์มีสิทธิพิเศษในการรับปริญญาโทดังกล่าวมาครอบครองโดยอัตโนมัติโดยที่ไม่ต้องเข้าเรียนหรือเข้าสอบ ใช่แล้วค่ะ ไม่ได้ฟังผิด ไม่ต้องไปเรียน ไม่ต้องไปสอบ แถมยังได้มาอย่างชอบธรรมเพราะมีกฎหมายรับรอง! เงื่อนไขของการได้สิทธิ์ก็มีเพียง...

      (1) ต้องเป็นนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาใดก็ได้จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

      (2) มีชีวิตต่ออย่างน้อยอีกสองปีหลังเรียนจบ และ

      (3) ใช้สิทธิ์นี้ภายใน 6 ปีนับจากภาคการศึกษาที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี

นอกจากที่เคมบริดจ์แล้ว การแจกปริญญาโทในลักษณะนี้สามารถทำได้ในมหาวิทยาลัยอีก 2 แห่ง ได้แก่ ที่ “The Other Place” และมหาวิทยาลัยดับลิน เป็นความอภิสิทธิ์ขีดสุดแบบที่บัตรเครดิตธนาคารไหนก็มอบให้ไม่ได้

“ทำไมนักศึกษามหาวิทยาลัยเหล่านี้จึงได้รับสิทธิพิเศษ?”  นั่นก็เป็นคำถามที่น่าคิดต่อ


3. อนุสาวรีย์สุนัขของเจ้าชายจากเมืองสยาม
ใครจะไปคิดว่าจะมีอนุสาวรีย์สุนัขตั้งอยู่ในเมืองเคมบริดจ์ แต่ที่น่าแปลกใจยิ่งกว่าก็คืออนุสาวรีย์แห่งนี้ได้รับการสถาปนาขึ้นโดยเจ้าชายจากเมืองสยาม อนุสาวรีย์ดังกล่าวตั้งอยู่ ณ เกาะกลางถนนตรงข้ามกับผับ “The Portland Arms Cambridge” และถ้าซูมเข้าไปใกล้ๆ ป้ายแผ่นหินที่อนุสาวรีย์ก็จะพบข้อความสลักไว้ดังนี้

“In memory of Tony a dog who gave him friendship and happiness during his Cambridge years. This trough is erected by His Royal Highness Prince Chula of Siam”

แปลสั้นๆ ได้ใจความว่า

“ด้วยความระลึกถึงโทนี่ สุนัขผู้มอบมิตรภาพและความสุขให้แก่พระองค์ในช่วงเวลาที่พำนักที่เมืองเคมบริดจ์ รางน้ำ (สำหรับสัตว์) นี้ก่อตั้งโดยเจ้าชายจุลแห่งเมืองสยาม”

Prince Chula of Siam หรือนามไทยที่น่าจะคุ้นเคยกันดีคือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ หรือพระองค์จุล (เสด็จตาของฮิวโก้-จุลจักร จักรพงษ์) ระหว่างที่พระองค์ทรงศึกษาที่วิทยาลัยทรินิตี มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ทรงเลี้ยงสุนัขคู่ใจตัวหนึ่งนามว่าโทนี่ ภายหลังเมื่อโทนี่เสียชีวิตลง พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ได้ทรงขออนุญาตสภาแห่งเมืองเคมบริดจ์เพื่อสร้างอนุสาวรีย์แห่งนี้ขึ้นเป็นอนุสรณ์ให้แก่โทนี่

ความน่าสนใจของอนุสาวรีย์นี้นอกจากเป็นสัญลักษณ์แห่งความผูกพันระหว่างพระองค์จุลและโทนี่แล้ว พระองค์ยังเผื่อแผ่ความรักให้แก่สุนัขตัวอื่นด้วยการสร้างให้ฐานของอนุสาวรีย์เป็นรางน้ำสำหรับสุนัขไปในตัว หากสังเกตให้ดีส่วนฐานของอนุสาวรีย์มีการขุดร่องเพื่อรองรับน้ำฝน ทั้งนี้เพื่อให้สุนัขที่ผ่านไปมาสามารถแวะดื่มน้ำได้นี่เอง


4. วิมัญชลีวาฟเฟิล
ท่ามกลางร้านค้ามากมายในตลาดกลางเมืองเคมบริดจ์ มีร้านวาฟเฟิลร้านหนึ่งดำเนินกิจการโดยคุณเบอร์นาร์ด หนุ่มชาวเบลเยียมที่มีหน้าตาละม้ายคล้ายพี่น้อยวงพรู หากสังเกตเมนูนับสิบที่แขวนอยู่หน้าร้านก็จะพบเมนูชื่อแปลกเมนูหนึ่งที่มีชื่อว่า “Vimunchalee (วิมัญชลี)”

หลังจากสอบถามคุณเบอร์นาร์ดก็ได้ทราบว่าที่มาของชื่อเมนูนี้ได้มาจากชื่อของหญิงไทยคนหนึ่ง “วิมัญชลี” เป็นลูกค้าประจำของร้าน ทุกครั้งที่มาเธอจะสั่งวาฟเฟิลในแบบของเธออยู่เสมอๆ คุณเบอร์นาร์ดเห็นถึงความมุ่งมั่นในการกินวาฟเฟิลของลูกค้าประจำคนนี้จึงให้เกียรติตั้งชื่อเมนูที่เธอกินทุกครั้งอย่างเป็นทางการตามชื่อสาววิมัญชลี ใครไปเคมบริดจ์ลองแวะเวียนไปชิมได้



ร้านตั้งอยู่หัวมุมตลาดฝั่งใกล้ๆ ร้าน M&S ไปแล้วอย่าลืมสั่งเมนู Vimunchalee ด้วยความภาคภูมิใจในความเป็นไทยนะเอย แอบบอกอีกนิดว่าใกล้ๆ เวลาปิดร้าน (ประมาณห้าโมงเย็น) คุณเบอร์นาร์ดมักจะวางวาฟเฟิลใส่ถาดแจกให้คนเดินผ่านไปมาได้กินฟรีๆ

“หากแอปเปิลนั้นต้องนิวตันฉันใด วาฟเฟิลนี้ต้องวิมัญชลีฉันนั้น” - นิรนาม


5. แดนดินถิ่นกำเนิดฟุตบอล
ที่กลางเมืองเคมบริดจ์มีสวนสาธารณะแห่งหนึ่งชื่อว่า Parker’s Piece หน้าตาสวนสาธารณะแห่งนี้อาจไม่ค่อยเหมือนภาพลักษณ์ของสวนทั่วๆ ไปสักเท่าไร เพราะเป็นแค่พื้นที่สนามหญ้าโล่งอันกว้างใหญ่ที่รัฐจัดให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ตามอัธยาศัย จะปูเสื่อนั่งเล่น จะปิกนิก จะวิ่งเล่น หรือจะเตะบอลก็ไม่ว่ากัน เพราะสร้างขึ้นเพื่อสาธารณประโยชน์อย่างแท้จริง และพื้นที่สาธารณะนี้เองที่เป็นจุดกำเนิดกติกากีฬาฟุตบอลที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

ย้อนกลับไปเคมบริดจ์ในศตวรรษที่ 16 ยุคที่การเล่นฟุตบอลเป็นที่นิยมแต่ยังไม่มีกฎกติกาตายตัว ทำให้นักศึกษาและชาวบ้านที่มาเตะบอลกันที่ Parker’s Piece ในสมัยนั้นมักเกิดข้อพิพาทระหว่างการเล่นอยู่เสมอๆ ว่ากันว่าครั้งหนึ่งรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเคยถึงกับออกกฎห้ามนักศึกษาใช้พื้นที่สวนสาธารณะเป็นสนามเตะฟุตบอล เพื่อป้องกันปัญหาความขัดแย้งเลยทีเดียว

จนกระทั่งใน ค.ศ. 1848 มีนักกีฬาฟุตบอลและนักศึกษาของมหาวิทยาลัยกลุ่มหนึ่งคิดขึ้นว่า ทำไมเราจึงไม่เขียนกฎขึ้นมาเล่า นักกีฬาทุกคนจะได้เล่นเกมกันตามกติกา ว่าแล้วก็ระดมสมองช่วยกันร่างกฎสำหรับกีฬาฟุตบอลขึ้น โดยเรียกกฎนี้ว่า Cambridge Rules (กฎแห่งเคมบริดจ์) และจากร่างบนกระดาษก็กลายมาเป็นการเล่นฟุตบอลแบบมีกฎและกติกาครั้งแรกที่ Parker’s Piece ซึ่งกฎนี้ต่อมาได้กลายเป็นต้นแบบให้กับสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศอังกฤษ (Football Association) ในการสร้างกติกาฟุตบอลที่เป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลายทั่วโลก

เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่ผ่านมา (2018) สภาแห่งเมืองเคมบริดจ์ได้สร้างอนุสาวรีย์ Cambridge Rules ไว้ที่สวนสาธารณะ Parker's Piece ตรงหัวมุมถนน Parkside ตรงข้ามสถานีดับเพลิง เพื่อเป็นการจารึกประวัติศาสตร์นี้ไว้

แอบคิดไม่ได้ว่าเพราะการมีพื้นที่สาธารณะให้ผู้คนได้พบปะกันและเลือกทำกิจกรรมอย่างอิสระหรือเปล่าที่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เกิดการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้แก่โลกใบนี้...

 

แจน อุรุพงศา

ชื่อเล่น แจน คือชื่อที่ครอบครัวตั้งให้ ด้วยเหตุผลไม่ซับซ้อนเพราะว่าเกิดเดือนมกราคม เพื่อนๆ เรียกแจนแจน เพราะชื่อซ้ำกับเพื่อนในห้อง ส่วนครูแจนแจนเป็นนามปากกาที่ใช้เวลาเขียนหนังสือเด็ก (ผลงานล่าสุดเป็นหนังสือนิทานเรื่อง "แมวที่ไม่เคยยิ้ม" หาซื้อได้ตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไปค่ะ) ที่เรียกตัวเองว่า "ครู" เพราะทำงานคลุกคลีอยู่ในวงการศึกษามากว่า 10 ปี ก่อนจะลาออกแล้วพลิกผันบทบาทมาเป็นนักเรียนที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ ระหว่างเรียนถ้ามีว่างจากการเก็บข้อมูลวิจัยก็จะหนีเที่ยวต่างเมืองเก็บเกี่ยวความสุขอยู่เสมอๆ