×

ROAD TRIP 101 เตรียมตัวให้พร้อมก่อนขับรถเที่ยวต่างประเทศ

ธีรดา มูลศิริ | Editorial Manager | 12 September 2018

เข้าปลายปีแบบนี้แหละเป็นช่วงที่วันหยุดยาวเรียงแถวเข้ามายั่วให้อยากออกไปเที่ยว สำหรับใครที่ลางาน ลาพักร้อนได้หลายวันติดกัน ขอบอกเลยว่าการไปเที่ยวเมืองนอกในรูปแบบ Road Trip ก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะเราสามารถกำหนดความยืดหยุ่นของทริปเองได้ อยากไปไหนก็ได้ไป อยากจอดพักชมวิวตรงไหนก็ได้หมด ทั้งยังได้แวะเยือนพิกัดที่ขนส่งสาธารณะเข้าไม่ถึง มีแต่ได้กับได้ทั้งนั้น

แต่ช้าแต่! ก่อนจะมือไวใจเร็วกดจองรถยนต์ให้เสร็จสรรพสาแก่ใจ ต้องตั้งสติแล้วมาเตรียมตัวให้พร้อมกับ 6 (+1) ทิปดีๆ สำหรับคนอยากขับรถเที่ยวเป็นครั้งแรก อ่านแล้วเช็กไปทีละข้อจนครบจบสมบูรณ์ก็สามารถไปโร้ดทริปได้อย่างแฮปปี้สุดๆ เลย


1. Road Trip ครั้งแรกให้หาเพื่อนไปด้วย

ไม่ว่าคุณจะก๋ากั่นมั่นใจแค่ไหน ยังไงเราก็อยากให้พาเพื่อนไปด้วยสักคนอยู่ดีถ้าจะขับรถเที่ยวเป็นครั้งแรก คิดง่ายๆ เลยว่ารถทิ่มกันในกรุงเทพฯ ที่พูดภาษาเดียวกันยังต้องเรียกประกันมาเคลมมาเคลียร์เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต ไหนจะความอลหม่าน วุ่นวาย ตกใจ หวาดกลัว แล้วลองจินตนาการดูว่าถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นในต่างประเทศที่คุณพูดภาษาไม่คล่อง ไม่รู้กฎหมายของเขา เจ้าเพื่อนยากที่ตกลงไปด้วยกันคนนี้แหละจะมีประโยชน์ขึ้นมาทันที ถึงจะช่วยแก้ปัญหาไม่ได้แต่เป็นที่พักพิงทางใจให้ไม่ประสาทกินได้แน่นอน

เพื่อนคนเดิมนี้ยังสามารถเป็นหูเป็นตา คอยช่วยเราดูเส้นทางที่ไม่คุ้นเคยมาก่อน (ก็แน่ละ) ทำให้ลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันจากการมองจอโทรศัพท์หรือแผนที่กระดาษได้อีกด้วย นอกจากนี้ดีไม่ดียังคุยกันได้ว่าจะสลับกันขับ แปะมือเปลี่ยนกันไปก็ได้นะ
 


2. ศึกษาข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับประเทศที่จะไปขับรถเที่ยว

พอหาเกลอได้แล้วและตกลงปลงใจว่าจะไปผจญภัยด้วยกันที่ไหน ก็ถึงเวลาหาข้อมูลคร่าวๆ เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายจราจรของประเทศนั้น สิ่งที่คุณควรเช็กให้แน่ใจตั้งแต่แรกเลยประกอบด้วย 2 ข้อหลักๆ คือ 1. อายุผ่านเกณฑ์ที่จะขับขี่ในประเทศนั้นหรือไม่ 2. เขาขับรถฝั่งซ้ายหรือฝั่งขวา

ทำไมถึงต้องเช็ก? ก็เพราะว่าแต่ละที่มีกฎเกณฑ์ไม่เหมือนกันยังไงล่ะ อย่าชะล่าใจถือใบขับขี่สดใหม่จากเตาตอนอายุ 18 ปีแล้วไปบดถนนที่ไหนในโลกก็ได้ ยกตัวอย่างเช่นประเทศไอร์แลนด์ ผู้ให้บริการรถเช่าบางเจ้าจะไม่อนุญาตให้ผู้ขับขี่อายุต่ำกว่า 25 ปีเช่ารถไปขับเอง ส่วนเจ้าที่อนุญาตนั้นมักจะชาร์จค่าเช่าเพิ่มขึ้น (Additional Young Driver Surcharge) และขอตรวจสอบด้วยว่าใบขับขี่ของผู้เช่ามีอายุเกินกว่า 5 ปีหรือยัง หมายความว่าถ้ายังไม่เกินก็ไม่ได้อีก

ถ้าผ่านข้อแรกได้ก็สบายตัวขึ้น อย่าลืมเช็กด้วยว่าประเทศที่จะไปนั้นเขาขับรถฝั่งไหนกัน ประเทศไทยเราใช้การจราจรซ้ายมือเหมือนกับญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์ และประเทศอื่นๆ รวม 76 ประเทศ ส่วนประเทศที่ใช้การจราจรขวามือมี 163 ประเทศทั่วโลก เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา จีน รัสเซีย รวมถึงประเทศในยุโรปทั้งหมด (ยกเว้นสหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์ มอลตา และไซปรัส) เป็นต้น

นอกจากนี้แล้วลองหาข้อมูลยิบๆ ย่อยๆ พื้นฐานติดตัวเอาไว้ด้วยก็ดี เช่น จะเหยียบเร็วแรงเป็นพี่วิน ดีเซลแค่ไหนก็ได้ใน Freeway ของประเทศเยอรมนี แต่ถ้ารถดันเสียขึ้นมากลางทางถือว่าผิดกฎหมาย หรือต้องคำนวณค่าทางด่วนด่านเข้า-ออกสนามบินนานาชาติดับลิน ประเทศไอร์แลนด์ แล้วจ่ายด้วยตัวเองผ่านแอปพลิเคชันหรือร้านค้าที่ร่วมรายการเท่านั้น เป็นต้น
 

3. ขอรับใบขับขี่ระหว่างประเทศ

สำหรับคนไทยที่มีใบขับขี่อยู่แล้ว การขอรับใบขับขี่ระหว่างประเทศไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย แค่เตรียมสำเนาหนังสือเดินทาง บัตรประจำตัวประชาชน ใบอนุญาตขับรถยนต์พร้อมสำเนา (ไม่ว่าจะเป็นประเภทใดก็ตาม) รูปถ่ายขนาด 2 นิ้วจำนวน 2 รูป และกำเงินไป 505 บาท ยื่นเรื่องที่สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-5 หรือสำนักงานขนส่งจังหวัดใดก็ได้ คุณก็จะได้ใบขับขี่ระหว่างประเทศมาครอบครองภายในวันเดียว ไม่ต้องสอบอะไรทั้งสิ้น! ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.dlt.go.th




4. จองรถยนต์

ขั้นตอนที่ตื่นเต้นที่สุดคงจะเป็นอะไรไปไม่ได้เลยนอกจากการจองรถยนต์นั่นเอง ในโลกใบนี้มีผู้ให้บริการรถเช่ามากมาย เจ้าดังที่หลายคนน่าจะผ่านหูผ่านตามาบ้างก็อย่างเช่น Sixt, Avis, Hertz และ Budget เป็นต้น เราแนะนำให้เช็กราคาจากหลายๆ เจ้าก่อนตัดสินใจจอง วิธีที่ง่ายที่สุดคือใช้เว็บไซต์รวมมิตรอย่าง www.rentalcars.com ที่จะช่วยรวบรวมและเปรียบเทียบราคามาให้เลือกดูกันเจ้าต่อเจ้า (แต่ปลายทางแล้วจะมีค่าใช้จ่ายแอบแฝงเพิ่มยังไงก็แล้วแต่ผู้ให้บริการนะ)

สิ่งสำคัญคือต้องเลือกรถให้เหมาะกับทริปของตัวเอง ถ้าจะขับชมวิว Scenic Route สวยๆ บนถนนดีๆ ก็เลือกรถเล็กๆ ขับเคลื่อนแบบธรรมดา แต่ถ้าจะไปบุกชนบท ฝ่าถนนลูกรัง ข้ามห้วยน้ำลำธารก็ควรเลือกเครื่องยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อ มีความจุกระบอกสูบสูงหน่อย อะไรก็ว่าไป 

ตัวเลือกอีกอย่างที่ต้องตัดสินใจก็คือ Mileage/Kilometers มีให้เลือกแบบ Unlimited จะขับกี่ร้อยกี่พันกิโลเมตรก็ว่าไป แบบนี้ราคาจะสูงหน่อย ส่วน Limited ก็จะจำกัดไมล์หรือกิโลเมตรตามชื่อเลย ถ้าขับเกินมีชาร์จเพิ่มด้วยนะจะบอกให้ แล้วก็อย่าลืมเช็กเกียร์รถด้วยว่าเป็นแมนนวลหรือออโต้ จองผิดก็ชีวิตเปลี่ยนได้เหมือนกัน

นอกจากนี้ความแตกต่างของรถยุโรปกับรถไทยก็คือ รถไทยมีแอร์เย็นฉ่ำ แต่รถยุโรปมีฮีตเตอร์เพื่อสร้างความอบอุ่น เพราะฉะนั้นไม่ต้องตกใจไปว่าขับๆ อยู่แล้วจะขาดอากาศหายใจ เรารับประกันเลยว่าไม่มีปัญหาแน่นอน


5. ทำประกันอุบัติเหตุและการเดินทาง

ขั้นตอนสุดท้ายที่เหมือนจะปวดหัวที่สุดก็คือการทำประกันอุบัติเหตุและการเดินทาง คนไทยอุ่นใจไปได้เปลาะหนึ่งเพราะต้องทำประกันการเดินทางให้ตัวเองตอนขอวีซ่าอยู่แล้ว แต่ถ้าจองรถยนต์ก็ต้องซื้อความคุ้มครองให้ตัวรถเพิ่มด้วยนะ

ผู้ให้บริการรถเช่าส่วนใหญ่จะมีแพ็กเกจประกันรถยนต์รวมมาด้วยอยู่แล้ว ซึ่งก็คือ Collison Damage Waiver (CDW) ที่มักมาคู่กับ Theft Protection เราแนะนำให้ซื้อแบบ Full Coverage หรือ Full Protection ไปเลย เพราะถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาจริงๆ ประกันจะจ่ายทุกบาททุกสตางค์ ไม่ต้องกรีดเลือดกรีดเนื้อตัวเองจ่ายค่าซ่อมรถมหาศาล และยังรวมถึงเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น รถโดยขโมย ไฟไหม้รถ หรือลืมกุญแจไว้ในรถแล้วเปิดประตูไม่ได้ เป็นต้น


6. พกกล้องหรือโทรศัพท์ที่ถ่ายรูปได้ไปด้วยเสมอ

เมื่อเตรียมการทุกอย่างเสร็จสรรพเรียบร้อยก็ฟาสต์ฟอร์เวิร์ดมาตอนรับรถเลยแล้วกัน ตอนรับรถที่ศูนย์ผู้ให้บริการอย่าเพิ่งซู่ซ่าคว้ากุญแจมาแล้วออกตัวเลย อย่างแรกที่ควรทำคือตรวจสอบเวลาและสถานที่รับ-คืนรถว่าตรงกับที่จองมาไหม ได้รถยี่ห้อหรือรุ่นที่เลือกจองมาจริงหรือเปล่า ถ้าไม่ตรงปกก็ควรตรวจว่าสมรรถภาพเท่ากันไหม เหมาะกับทริปตัวเองหรือเปล่า

สิ่งที่ห้ามลืมเด็ดขาด! คือ การตรวจสอบสภาพภายนอกของตัวรถ เดินวนไปเลยห้ารอบสิบรอบ ใช้สายตาอันแหลมคมเช็กทุกจุดว่ามีรอยถลอก รอยเฉี่ยวชน และรอยบุบกระแทกหรือไม่ ถ้าเจอสิ่งแปลกปลอมพวกนี้ขึ้นมาต้องแจ้งกับเจ้าหน้าที่ส่งรถให้เข้าใจตรงกันว่าไม่ใช่ความรับผิดชอบของเรานะ ทางที่ดีที่สุดคือถ่ายรูปเอาไว้เลย เพื่อยืนยันตอนคืนรถกลับว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนเราเช่าแล้ว จะใช้กล้องถ่ายภาพจริงจังหรือกล้องโทรศัพท์มือถือก็แล้วแต่สะดวกเลย
 



Extra! เตรียมเพลย์ลิสต์เพลงโปรดไปด้วย

สุดท้ายนี้สิ่งหนึ่งที่หลายคนอาจมองข้ามไป แต่ขอบอกเลยว่าถ้าขาดไปจริงๆ ทริปขับรถเที่ยวก็กร่อยเป็นแกงจืดได้เหมือนกัน สิ่งนั้นก็คือเพลย์ลิสต์เพลงโปรดไว้เปิดฟังระหว่างทาง ใครฟิตหน่อยจะจัดการเลือกสรรทำขึ้นมาเองเลยก็ได้ แต่ถ้าไม่ซีเรียสสามารถเลือกฟังเพลงจาก Road Trip Playlist ของแอปพลิเคชันมิวสิคสตรีมมิงดังๆ ได้ด้วย เช่น Spotify, JOOX หรือ Deezer เป็นต้น

ขอให้ขับขี่ปลอดภัยและมีความสุขเส้นทางที่เลือกไปขับรถเที่ยวนะ!