×

ร้านโปรดในญี่ปุ่น ไปกี่ทีก็ต้องแวะ

อรุณี ชูบุญราษฎร์ | writer | 14 July 2018



แม้มูจิ (MUJI) จะบินจากญี่ปุ่นมาเปิดร้านขยายสาขาในเมืองไทยมานานหลายปีแล้ว และฉันก็เป็นแฟนคนหนึ่งที่มักจะแวะเวียนไปชอปปิงสมุด ปากกา เสื้อผ้า กล่องพลาสติกต่างๆ ของเขาอยู่เสมอ

แต่พอไปถึงโตเกียวเมื่อไหร่ก็ต้องหาเวลาขอแวะไปทักทายมูจิสาขาโปรดสักหน่อย ซึ่งแนะนำใครไปก็ชอบกันทุกคน เพราะที่นี่ไม่เหมือนสาขาอื่น แล้วทุกครั้งที่ไปก็ไม่ได้ซื้ออะไรมากมาย เพราะเมืองไทยก็มีของมาเกือบครบ ยกเว้นไลน์พิเศษที่ทำขึ้นมาในช่วงนั้นๆ เหตุผลที่ต้องมาก็เพราะอยากมาดู มาอยู่ในบรรยากาศร้านแบบนี้ ใช้เวลาในคาเฟ่สักหน่อย ยิ่งถ้ามีนิทรรศการอะไรก็ยิ่งใช้เวลาที่นี่นานขึ้น อารมณ์เหมือนมาเยี่ยมบ้านคนรู้จักนั่นแหละค่ะ



MUJI Yurakucho เป็นแฟล็กชิปสโตร์และสาขาที่ใหญ่ที่สุดของมูจิ ตั้งอยู่แถวสถานี Yurakucho ใช้บริการรถไฟใต้ดินมาลงที่สถานีนี้ได้ ใช้ทางออกที่ 9 เดินมาทางซ้ายมือนิดเดียวไม่พลาด ครั้งแรกที่มาพอมองจากข้างนอกเป็นเหมือนโกดังยาวๆ มีชั้นเดียว ดูแล้วไม่น่าจะใหญ่โตอะไร ยิ่งเมื่อก่อนที่แชร์พื้นที่บริเวณด้านหน้าชั้น 1 กับ Loft ร้านขายสารพัดอย่าง ทำให้มุมของมูจิดูมีนิดเดียว แต่พอเข้าไปจะมีบันไดเลื่อนอยู่ทางขวามือที่พาเราขึ้นไปยังชั้น 2 และชั้น 3 ของร้าน รวมพื้นที่ร้านทั้งหมดเกือบ 4,000 ตารางเมตร

ชั้น 1 เป็นพื้นที่จัดวางสินค้าที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไป เช่น จัดให้เป็นแผนกจักรยานที่ทั้งขายจักรยาน อุปกรณ์ต่างๆ พร้อมบริการซ่อมและให้เช่าจักรยาน เป็นแผนกสินค้าเดินทางที่มีสิ่งละอันพันละน้อยที่จำเป็นต้องใช้ในในการเดินทาง เสื้อผ้า กระเป๋าพับ กระเป๋าเดินทาง ที่คนหยิบฉวย ซื้อได้ง่ายและเร็ว



ชั้น 2 เป็นเสื้อผ้าชาย หญิง เด็ก มีบริการรับปักเสื้อ มีแผนกอาหารแห้ง เครื่องประทินผิว เครื่องเขียน คาเฟ่ และแกลเลอรี ฉันชอบคาเฟที่นี่มาก เขาจัดร้านเป็นแบบคาเฟทีเรียเปิดโล่ง ด้านหน้ามีเบเกอรี่ที่อบสดใหม่ทุกวันจำหน่าย ครัวด้านในบริการอาหารทั้งวันตั้งแต่มื้อกลางวันไปจนมื้อเย็น เดินจนเหนื่อยก็แวะพักได้

ส่วนชั้น 3 จัดเป็นแผนกของใช้ในบ้าน เครื่องครัว เครื่องใช้ในห้องน้ำ เฟอร์นิเจอร์ที่ละลานตายิ่ง



การใช้สอยพื้นที่เป็นอย่างนี้มาจนเมื่อ (น่าจะ) 2 ปีก่อน มูจิได้ใช้พื้นที่ระหว่างแผนกต่างๆ สร้างชั้นหนังสือแทรกขึ้นมา จัดวางให้เลื้อยไปตามแผนกต่างๆ เรียกว่าเดินไปตรงไหนก็เจอ พอเดินดูไปเรื่อยๆ จะรู้เลยว่าเขามีความตั้งใจในการจัดหนังสือมาก ก็เมื่อชั้นหนังสือตั้งอยู่ตรงแผนกไหน หนังสือบนชั้นก็จะเป็นประเภทที่เกี่ยวข้อง จัดวางให้เข้ากัน

ส่วน MUJI Books หรือแผนกหนังสือจริงๆ เขาจัดพื้นที่ตรงกลางแถวหน้าคาเฟ่ ที่มีชั้นหนังสือ มีตู้หยอดกาแฟ โต๊ะ เก้าอี้ให้นั่งนิดหน่อย ตู้ขายซีดี เป็นสีสันใหม่ของร้าน ซึ่งการพัฒนาสาขานี้ยังไม่หยุดแค่นั้น เพราะเมื่อกลางปีก่อนพอลอฟต์ย้ายออกไป มูจิได้ยึดพื้นที่ด้านหน้าชั้น 1 ทั้งหมด และเปิดแผนกตลาดที่ชื่อ MUJI Hut ขึ้นเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมปี 2017 เพื่อจำหน่ายผัก ผลไม้ คัดสรรจากฟาร์มที่ได้คุณภาพในการผลิตส่งตรงมาขายที่นี่ โดยมีการให้ข้อมูลว่าผลิตผลแต่ละชนิดมาจากที่ใด ปลูกโดยเกษตรกรคนไหน เขาว่าผัก ผลไม้ที่นี่อาจจะไม่ได้ดูสวย สมบูรณ์ตามมาตรฐานทั่วไป แต่เป็นของดีแน่นอน รวมทั้งเครื่องปรุงต่างๆ ด้วย ชั้นนี้มีมุมกาแฟให้นั่งพักนิดหน่อยข้างๆ เคาน์เตอร์แคชเชียร์ สร้างชีวิตชีวาให้กับร้านยิ่งขึ้น 



สำหรับที่มาของมูจิเริ่มจากเป็นร้านค้าปลีกของบริษัท เรียวฮิน เคอิคะคุ จำกัด ที่เริ่มทำธุรกิจเมื่อ ค.ศ. 1979 โดยมีแนวคิดในการทำธุรกิจชัดเจนนับแต่ก้าวแรกว่า จะใช้การออกแบบน้อยๆ เน้นการรีไซเคิล หลีกเลี่ยงกระบวนการผลิตและการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ทำให้เกิดของเสีย และมีนโยบายว่าจะไม่มียี่ห้ออยู่บนผลิตภัณฑ์ ซึ่งชื่อของมูจิก็มาจากส่วนต้นของชื่อ มูจิรุชิ เรียวฮิน ที่แปลว่า สินค้าคุณภาพ ไม่มียี่ห้อนั่นเอง

นับเป็นการขยายคอนเซปต์ร้านที่น่าสนใจมาก จริงๆ มูจินั้นอยู่ในชีวิตคนญี่ปุ่นอยู่แล้ว เพราะต้องการตอบสนองความต้องการปัจจัยสี่ของลูกค้าให้ได้มากที่สุด นี่จึงเป็นการเติมเต็มชีวิตมินิมัลไลฟ์แบบเจแปนนิสให้เต็มขึ้นมาอีกนิด เพื่อให้ลูกค้ากินอิ่ม นอนหลับ อยู่สบาย มีสไตล์ กับสินค้าคุณภาพจริงๆ

เมื่อปีที่แล้วมูจิได้เปิดตัว MUJI Hotel โรงแรมที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของมูจิในการตกแต่งและอำนวยความสะดวกให้นักเดินทางได้เพลิดเพลินกับการพักผ่อนในโลกของมูจิอย่างแท้จริง โดยพร้อมเปิดให้บริการในปีนี้ 2 แห่ง แต่เป็นในประเทศจีน คือที่เซินเจิ้น และปักกิ่ง 

ส่วนมูจิโฮเต็ลสาขาแรกในญี่ปุ่นปักหมุดแล้วที่กินซ่า และจะเปิดในฤดูใบไม้ผลิ 2019 ฉลองครบรอบ 40 ปีของมูจิเสียเลย ซึ่งเชื่อว่าเมื่อเปิดบริการเมื่อไหร่การจองคงเต็มยาวไปอีกนานทีเดียว 

และถ้ามีโอกาส แฟนอย่างเราก็คงไม่พลาดเช่นกัน