×

สองตาพาเพื่อนเดินทางไปสุขกับความทรงจำที่ Snoopy Museum

อรุณี ชูบุญราษฎร์ | writer | 01 February 2018

การได้เป็นเจ้าของตุ๊กตาสักตัวโดยเฉพาะตุ๊กตาจากการ์ตูนที่เราชอบของคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์เป็นเรื่องที่พิเศษมาก เมื่อได้เป็นเจ้าของเราจึงค่อนข้างหวงแหนและเก็บรักษาอย่างดี 

หนึ่งในตัวการ์ตูนที่คนวัยฉันรู้จักคือสนูปี้ (Snoopy) และผองเพื่อน หรือที่รู้จักกันในชื่อพีนัตส์แก๊ง (Peanuts Gang) ที่เกิดขึ้นในยุคเดียวกับคนรุ่นเรา คือ ค.ศ. 1950 โดย Charles M. Schulz นักเขียนการ์ตูนและคอลัมนิสต์ชาวอเมริกันได้สร้างสนูปี้ ชาร์ลี บราวน์ และเดอะแก๊งให้มีชีวิตชีวาโลดแล่นในการ์ตูนช่องลงหนังสือพิมพ์รายวัน จนได้รับการบันทึกว่าเป็นการ์ตูนที่ได้ลงหนังสือพิมพ์ต่อเนื่องมากและยาวนานที่สุดที่เขียนโดยคนคนเดียว คือ 17,897 ชิ้น ตลอดเวลา 50 ปีที่ชูลซ์ทำงาน

นอกจากตัวสนูปี้สุนัขพันธุ์บีเกิลที่น่ารักมัดใจคนอื่นแล้ว เนื้อหาที่นำเสนอผ่านเด็กๆ แต่ละคนก็เป็นเรื่องราวที่โดนใจคนอ่าน เพราะบอกเล่าจากประสบการณ์ชีวิตและมุมมองความคิดของชูลซ์เกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมอเมริกัน ซึ่งไม่น่าเชื่อว่ากลับมาอ่านตอนนี้ก็ยังไม่รู้สึกว่าล้าสมัย โดยเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์ของเพื่อน เช่นเดียวกับมิตรภาพของฉันกับเพื่อนรักที่มีสนูปี้เป็นสื่อกลาง ทุกวันนี้ฉันยังเก็บตุ๊กตาสนูปี้ตัวเล็กๆ ที่เพื่อนให้ไว้อย่างดี


ช่วงที่พีกที่สุดของแก๊งพีนัตส์คือในทศวรรษที่ 60 ซึ่งการ์ตูนของชูลซ์ได้ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ 2,500 หัว มีคนอ่านทั่วโลก 35 ล้านคนใน 75 ประเทศ และถูกแปลเป็นภาษาต่างๆ มากกว่า 20 ภาษา จากการ์ตูนช่องถูกรวบรวมเป็นหนังสือ นำไปทำภาพยนตร์การ์ตูนหลายครั้ง ทำสินค้าต่างๆ จนสนูปี้กับผองเพื่อนได้แทรกซึมเข้าไปอยู่ในชีวิตของแฟนๆ แบบไม่รู้ตัว

ฉันเป็นแฟนคนหนึ่งของสนูปี้ ชอบความกวน ความบ้าของสุนัขแสนรู้ตัวนี้ แก๊กต่างๆ ที่ถ่ายทอดผ่านตัวการ์ตูนทำให้หัวเราะได้เสมอ ฉันจึงสนุก มีความสุขกับการเก็บสะสมหนังสือ ตุ๊กตาของแก๊งนี้ โดยมีเพื่อนๆ ที่รู้ใจ รู้จัก เป็นผู้สนับสนุนเติมของให้กรุของฉันขยายไปเรื่อยๆ และหยิบมาชื่นชมอยู่เสมอ พอวันที่รู้ข่าวว่าจะมี Snoopy Museum เปิดที่โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ฉันจึงมุ่งมั่นว่าต้องไปเยือนให้ได้สักครั้ง เพราะเขาจะเปิดเพียงแค่ 2 ปี โดยเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2016
 

ทริปเดือนพฤษภาคม 2016 ของฉันจึงมีที่นี่อยู่ในโปรแกรมด้วย และจากที่ตั้งใจไปชมคนเดียว ปรากฏว่าคณะเราทุกคนอยู่ในวัยที่เติบโตมากับการ์ตูนสนูปี้ ฉันจึงมีแก๊งไปด้วยกันอีก 5 คน และจากที่ตั้งใจไปแค่สักครั้ง ฉันได้ไปเยือนที่นี่เป็นครั้งที่ 2 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2017 แต่คราวนี้ไปคนเดียว

ที่ฉันเลือกไปซ้ำที่เดิมเพราะนิทรรศการที่จัดแสดงนั้นเปลี่ยนธีมมาแล้ว 3 ครั้ง นี่เป็นครั้งที่ 4 ซึ่งเนื้อหาและการนำเสนอนิทรรศการจะแตกต่างกันไปทุกครั้ง

การเข้าชมจะมีเป็นรอบๆ เพื่อไม่ให้คนแออัดเกินไป ครั้งแรกเราจองตั๋วเข้าชมผ่านทางเว็บไซต์ไว้ก่อน และได้รอบ 18.00 น. ที่เป็นรอบสุดท้ายของวันอาทิตย์ แต่ครั้งที่ 2 ฉันตัดสินใจไปซื้อตั๋วที่หน้าพิพิธภัณฑ์ โดยเลือกไปชมตั้งแต่รอบแรก 10.00 น. ซึ่งราคาตั๋วจะแพงกว่าจองล่วงหน้า 200 เยน

ชอบความกวน ความบ้าของสุนัขแสนรู้ตัวนี้ แก๊กต่างๆ ที่ถ่ายทอดผ่านตัวการ์ตูนทำให้หัวเราะได้เสมอ

พิพิธภัณฑ์สนูปี้อยู่ในย่านรปปงงิ เป็นอาคารที่สร้างขึ้นมาใหม่ ด้านหน้ามีหุ่นสนูปี้ในยุคต่างๆ ตั้งเรียงกัน 5 ตัว แบบมาถึงก็รู้ว่ามาไม่ผิดที่แน่ๆ หลังจากรับตั๋ว (ที่นำการ์ตูนช่องที่ชาร์ลส์ เอ็ม. ชูลซ์วาดไว้มาออกแบบให้มีหลากหลายแบบ พวกเราเลยได้แบบไม่ซ้ำกันสักคน) เราก็เข้าไปภายในห้องรอเข้าชม ถ้าเปรียบห้องนี้เป็นหนังสือ ตรงนี้คงเป็นคำนำ บนผนังสีแดงด้านหนึ่งเขานำบัตรเข้าชมมาออกแบบต่อกันเป็นภาพจิกซอว์ชาร์ลี บราวน์กอดกับสนูปี้ อีกด้านหนึ่งนำภาพถ่ายในวัยต่างๆ ของชูลซ์ใส่กรอบแขวนขึ้นบนผนัง บอกเล่าชีวิตของเขาแบบสั้นๆ ฉันไปครั้งที่ 2 การจัดแสดงบนผนังยังไม่เปลี่ยน แต่มีเพิ่มเติมคือบรรยากาศคริสต์มาสตรงกลางห้องให้เข้ากับเทศกาลที่กำลังจะมาถึง 

เมื่อประตูห้องเปิด เราก็ทยอยเข้าไปนั่งชมวิดีโอสั้นๆ แนะนำนิทรรศการเป็นอันดับแรก ก่อนแยกย้ายกันเดินชมตามอัธยาศัย ภายในห้องนิทรรศการหากใครคิดว่าจะได้มาชมข้าวของที่เป็นสนูปี้และผองเพื่อนละก็ ขอบอกว่าผิดคาดเล็กน้อย เพราะสิ่งที่นำมาแสดงส่วนใหญ่เป็นผลงานการ์ตูนที่ชูลซ์วาดและเขียนลงในหนังสือพิมพ์ มีข้าวของสะสมที่เกี่ยวข้องกับธีมนั้นๆ แสดงอยู่ในตู้ แต่เราเป็นแฟนที่รักกันมานาน ยังไงก็แฮปปี้ที่ได้มาอยู่ในบรรยากาศแบบนี้ 

นิทรรศการครั้งที่ 2 ที่ฉันมาชมเป็นเรื่องราวความรักของตัวละครสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นสนูปี้ที่เกือบได้แต่งงาน แต่ถูกญาติชิงเจ้าสาวไป หรือความรักครั้งแรกของชาร์ลี บราวน์กับสาวน้อยน่ารัก ความรักของเปปเปอร์มินต์ แพตตี้กับมาร์ซีที่มีต่อชาร์ลี บราวน์ ขอบอกว่าฉันเดินดูและอ่านการ์ตูนไปหัวเราะหึหึไปคนเดียวจนออกจากห้อง

อิ่มเอมกับเนื้อหาก็มาเติมเต็มความสุขทางใจอีกเล็กน้อยด้วยการชอปปิง ที่ต้องใช้สติอย่างมากในการเลือกของ (ทั้ง 2 ครั้ง) ไม่อย่างนั้นคงล้มละลาย หมดตัวเป็นแน่ 

พอออกจากบราวน์สโตร์ (Brown’s Store) จะเจอร้านกาแฟ (Blanket Café) ครั้งแรกเสียดายที่เราไปตอนค่ำและจะถึงเวลาปิดแล้ว เลยอดเข้าไปชิลๆ ในคาเฟ่ผ้าห่มของไลนัส แล้วถ้ามาอีกทีจะซื้อของหรือเข้าคาเฟ่ก็ต้องซื้อตั๋วเข้าพิพิธภัณฑ์เท่านั้นจึงจะเข้าได้ งานนี้คนไม่ใช่แฟนมาแล้วอาจมีบ่น

ความตั้งใจเข้าไปในคาเฟ่ของฉันเป็นจริงในการมาเยือนครั้งที่ 2 ที่ชมนิทรรศการ ชอปปิงเสร็จก็เกือบเที่ยง เลยได้กินมื้อกลางวันที่นี่ในบรรยากาศแบบสนูปี้ๆ เรียกว่าจบครบทุกความตั้งใจแล้ว



ใครรักสนูปี้และได้ไปโตเกียวช่วงนี้ถึงเดือนกุมภาพันธ์ ขอแนะนำว่าไม่ควรพลาด คุณจะยังได้ชมนิทรรศการในธีม Love is Wonderful ที่ฉันไปชมมา และอิ่มกับความรักของผองเพื่อนแก๊งนี้แน่นอน

Snoopy Museum Tokyo / スヌーピーミュージアム 
ที่อยู่: Roppongi 5-6-20, Minato-ku, Tokyo
เวลาทำการ: 10.00-20.00 น. (เข้าได้จนถึง 19.30 น.)
ตั๋วล่วงหน้า: ผู้ใหญ่ 1,800 เยน / นักศึกษา 1,200 เยน / เด็กมัธยม 800 เยน / เด็กเล็ก 4 ขวบขึ้นไป 400 เยน
* สามารถซื้อตั๋วล่วงหน้าได้ทางเว็บไซต์
** ซื้อตั๋ว ณ วันเข้าชมราคาจะแพงกว่าตั๋วล่วงหน้า 200 เยน (ทุกประเภท)
วิธีการเดินทาง: ขึ้นรถไฟใต้ดิน Tokyo Metro มาลงที่สถานี Roppongi และเดินต่ออีก 7 นาที แนะนำว่าเปิดกูเกิลแมปส์เดินตามไปไม่หลงแน่นอน
เข้าสู่เว็บไซต์ที่นี่ >> Snoopy Museum Tokyo
ติดตามอัปเดตได้ทางแฟนเพจ >> Facebook: Snoopy Museum Tokyo