×

สำหรับเจนีวา (Geneva) อีกเมืองสำคัญของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ที่โดดเด่นด้วยการเป็นเมืองนานาชาติ ที่มีทั้งผู้คนหลากหลายสัญชาติและหน่วยงานสากลมาอยู่ร่วมกันในเมืองที่เป็นทั้งต้นกำเนิด "อินเทอร์เน็ต" ที่อุบัติขึ้นในสำนักงานใหญ่ของ CERN (องค์การวิจัยนิวเคลียร์ยุโรป) ที่เขตเมแร็ง (Meyrin) เป็นทั้งถิ่นเกิดนาฬิกาสวิสอย่าง Patek Philippe ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ผลิตนาฬิกาอิสระรายสุดท้ายของเจนีวาที่ไม่เปลี่ยนสู่มือแบรนด์ใหญ่ ขณะที่เจนีวาเองคือศูนย์กลางการผลิตนาฬิกาสวิสที่ดีเลิศ อันมีเส้นทางเดินตามรอยนาฬิกากับอีกกว่า 50 บูติกแบรนด์นาฬิกาสวิสและแบรนด์ดังทั่วโลกให้เลือกซื้อ เช่นเดียวกับแบรนด์เนมแฟชั่น งานดีไซน์ และช็อกโกแลตที่พิถีพิถันในการทำให้ได้รสชาติและหน้าตาชวนลิ้มลอง ตลอดจนการมีเขตเมืองเก่าให้เดินย้อนรอยประวัติศาสตร์ที่ยังเคลื่อนไหวคึกคักอยู่ทุกวัน ร่วมไปกับการเยี่ยมชมนานาพิพิธภัณฑ์ทั้งด้านศิลปะ วิทยาศาสตร์ ธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ โบราณคดี บุคคลสำคัญ และงานด้านสภากาชาด แต่เพียงอึดใจนั่งรถรางสิบนาทีจากใจกลางเมืองจนข้ามแม่น้ำอาร์ฟ (Arve) ก็พาเรามาถึงเขตการูฌ (Carouge) ที่ให้อารมณ์ความรู้สึกแปลกต่างออกไป เหมือนโดยสารรถไฟข้ามประเทศไปสู่ดินแดนยุโรปใต้ริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนในแคว้นซาร์ดิเนียของอิตาลี

แวบแรกที่มาถึงการูฌ รอยยิ้มก็เบิกกว้างกับแนวบ้านเรือนหลังคาจั่วสองสามชั้นซึ่งฟาซาดล้วนได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ประดับดอกไม้ ผ้าม่าน งานศิลป์ บางเรือนมีระเบียงนั่งมองความเป็นไปบนท้องถนน หากเข้าไปด้านในของตึกแถวเรียงรายก็ได้ตาวาวไปกับสวนเล็กกลางตึกอย่างที่เรียกกันว่า "inner courtyard" อันเป็นทั้งระเบียง สวน มุมหย่อนใจ ที่ว่าง และช่องระบายอากาศให้กับผู้อยู่อาศัยในอาคาร ด้านหน้าอาคารคือร้านค้าที่ส่วนใหญ่เป็นสตูดิโอช่างฝีมือ ไม่ว่าจะทำสบู่ ทำหมวกผู้หญิง ช่างเย็บเสื้อ ช่างหนัง ช่างไม้ ช่างแกะสลัก ช่างนาฬิกา ร้านหนังสือที่มีช่างซ่อมหนังสือเก่าให้กลับมีสภาพสมบูรณ์ ช่างช็อกโกแลต คนปรุงชา จนถึงคาเฟ่และร้านอาหารที่ต่างมีโต๊ะตั้งนอกร้านให้นั่งขณะเพลินไปกับอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งบรรดาช่างฝีมือร่วม 30 แขนง ร้านค้า 287 แห่ง โรงละคร 3 โรง 1 โรงภาพยนตร์ พิพิธภัณฑ์ ตลาดกลางจัตุรัส 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ตลาดนัดอีกเดือนละหน สระว่ายน้ำขนาดมาตรฐานโอลิมปิก และบรรยากาศผ่อนคลายสไตล์โบฮีเมียนและซาร์ดิเนียนี้เองที่ทำให้เขตการูฌที่มีขนาดราว 2.65 ตารางกิโลเมตรมีเสน่ห์จับใจ

ทำไมการูฌถึงเหมือนอิตาลีทั้งที่อยู่ในสวิส? คงต้องย้อนไปดูประวัติศาสตร์ซึ่งอันที่จริงเริ่มต้นมานานนมแล้ว ตั้งแต่ยุคโรมันที่การูฌเป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆ ริมแม่น้ำอาร์ฟในเส้นทางการขายที่พ่อค้าจากทางใต้มาพบปะ พักเรือ แลกเปลี่ยนสินค้ากับเจนีวาและเมืองทางเหนือขึ้นไป สะพานข้ามแม่น้ำอาร์ฟกลายเป็นจุดข้ามแดนสำคัญ อันเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้าน "Carouge" คำภาษาละตินที่แปลว่า "สี่แยก" (crossroads) และถนนสายเก่า (Rue Ancienne) ที่เราเดินย่ำอยู่ทุกวันนี้ก็เป็นถนนเส้นเดียวกับที่พ่อค้าใช้เดินทางมามากกว่า 2,000 ปี หลังผ่านมือมาหลายผู้ปกครอง โดยเฉพาะราชวงศ์ซาวอย (House of Savoy ปกครองดินแดนซาวอยที่เคยครอบคลุมแนวเทือกเขาแอลป์จากอิตาลี ฝรั่งเศส และสวิตเซอร์แลนด์) ที่ต่อมาอาณาจักรซาวอยรวมเข้าไปอยู่ในอาณาจักรพีดมอนต์-ซาร์ดิเนีย (Kingdom of Piedmont-Sardinia) ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองตูริน ในช่วงทศวรรษ 1760-1770 นี้เองที่การเมืองและเศรษฐกิจของการูฌขึ้นต่อตูริน แผนการขยายเมืองใหม่ที่ส่งตรงมาจากตูรินจึงส่งผลให้ผังเมืองการูฌออกแบบโดยสถาปนิกชาวอิตาลี ที่ค่อยๆ เปลี่ยนจากหมู่บ้านซาวอยเป็นเมืองแบบพีดมอนต์ โดยสร้างรายรอบเส้นทางสายหลักแผ่ออกไปเป็นตารางประหนึ่งกระดานหมากรุก บ้านเรือนแค่ 1-3 ชั้น ซึ่งต่างจากเขตเมืองเก่าของเจนีวาที่เห็นได้ว่าสูง 4-5 ชั้น ครั้นอำนาจการปกครองเปลี่ยนมือไปขึ้นต่อฝรั่งเศส และท้ายสุดคือเจนีวาในสหพันธรัฐสวิส ผังเมืองและสถาปัตยกรรมจากศตวรรษที่ 18 ของการูฌยังคงลงหลักปักฐาน และงานช่างฝีมือที่การูฌก่อร่างมาตั้งแต่ช่วงปี 1790 ด้วยจำนวนช่างฝีมือกว่า 450 คน ใน 30 ประเภทงาน เช่น ช่างไม้ ช่างทำตู้ เครื่องแก้ว เครื่องเคลือบดินเผา งานผ้า ยังคงสืบสานต่อไปโดยมีการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบัน แม้งานช่างโบร่ำโบราณอย่างการสร้างลูกตุ้มนาฬิกา ซ่อมหนังสือจะลดน้อยลง แต่ก็มีงานช่างใหม่ๆ เกิดขึ้นในชุมชนอันสร้างสรรค์แห่งนี้นั่นเอง

ทำให้การมาเยือนการูฌได้ของขวัญพิเศษๆ กลับบ้าน แค่เดินบนถนนสายเดียวอย่างถนนแซ็งโจเซฟ (Rue Saint-Joseph) เราก็ต้องข้ามถนนสลับไปมาสองฟากฝั่ง ซึ่งควรเดินทีละฝั่งไปก็ได้ แต่พอเห็นป้ายร้านน่ารักของร้านค้าฝั่งโน้นก็อดไม่ได้ต้องวิ่งข้ามไปดู แล้วพอออกจากร้านมาเห็นดิสเพลย์ร้านฝั่งตรงข้าม ก็วิ่งกลับไปดูอีก ใครเลยจะอดใจเดินผ่านร้านช็อกโกแลตที่ยอดเชฟช็อกโกแลต Philippe Pascoët บรรจงทำช็อกโกแลตทรัฟเฟิลโดยไม่สนการแต่งสีและวัตถุกันเสีย แต่ทำสดใหม่กันวันต่อวัน หน้าตาดีงาม จัดใส่กล่องที่ทำเป็นกระเป๋าหรูหรา ช็อกโกแลตมาสเตอร์รายนี้ขึ้นชื่อเรื่องรสชาติแปลกๆ อย่างเช่นรสพริก แอบแซงท์ (absinthe เหล้าดีกรีแรง) โหระพา แม่โขง (น่าจะเป็นรสของวิสกี้ไทย แต่เราไม่ได้ลอง) แต่ก็ให้ความสำคัญกับรสชาติทั่วไปอย่างถั่วพิสตาชิโอ ซึ่งลองกินแล้วรสชาติทิ้งปลายลิ้นนานทีเดียว

ใครเลยจะอดใจเดินผ่านร้านช็อกโกแลตที่ยอดเชฟช็อกโกแลต Philippe Pascoët บรรจงทำช็อกโกแลตทรัฟเฟิลโดยไม่สนการแต่งสีและวัตถุกันเสีย แต่ทำสดใหม่กันวันต่อวัน หน้าตาดีงาม จัดใส่กล่องที่ทำเป็นกระเป๋าหรูหรา

แล้วเข้าไปร้านที่ติดกันสิ Autour du Bain สูดกลิ่นหอมของสบู่แฮนด์เมดที่แค่เปิดม่านด้านข้างก็เห็นสตูดิโอทำสบู่ หันมองสินค้ารายรอบคือสบู่หลากสี หลายกลิ่น หลากรูปร่าง หลายส่วนผสม วางเรียงเป็นก้อนสี่เหลี่ยมอย่างกับแนวสีแพนโทน หยิบดมแล้วช่างจรุงใจ เลือกซื้อกลับไม่ถูกเลยทีเดียว สุดท้ายเลยยึดกลิ่นประจำฤดูกาลและดอกไม้แห่งเทือกเขาแอลป์ที่หากลิ่นนี้ไม่ได้ในเมืองไทย ยังมีเจลอาบน้ำ น้ำมันทาผิว เกลืออาบน้ำ สบู่บางรุ่นก็ทำออกมาเป็นไข่ คัปเค้ก มาการอง แทบจะหยิบขึ้นมากินเลยเชียว

ผู้คนในการูฌ (ชาวการูฌเรียกว่า การูฌัว - Carougeois) ยังเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์น่าค้นหา แม้หลายคนที่พบไม่ใช่คนการูฌโดยกำเนิด แต่เมื่อมาการูฌแล้วก็หลงรักติดกับจนต้องย้ายนิวาสถานมาอยู่เสียที่นี่ อีกมากก็เกิดและเติบโตในเขตนี้มาหลายชั่วคน ในร้านค้าที่หลายแห่งเป็นสตูดิโอทำงานไปด้วย เราพบคนมีอัธยาศัยดี ไม่ได้คิดแต่จะขายของ บางร้านไม่ว่าอะไรถ้าเราแค่เดินเข้าไปดู ที่เราขออนุญาตถ่ายรูปร้านและตัวเขาหรือเธอก็ส่งยิ้มมาให้อย่างเขินกล้อง ห้องเสื้อ Atelier Djeihne ที่แฟชั่นดีไซเนอร์ Djeihne คัดสรรผ้ามาตัดเย็บอย่างประณีต เธอยืนกลัดเข็มหมุดเสื้ออยู่ข้างจักรบนโต๊ะตัดเสื้อตัวยาวที่อยู่เยื้องไปด้านหลังร้าน ช่องกระจกของประตูหลังร้านเผยให้เห็นพุ่มดอกวิสทีเรียสีม่วงอ่อนย้อยระย้า เราขออนุญาตอย่างเกรงใจเจ้าบ้านเพื่อไปดูสวนหลังบ้านอันร่มรื่นผ่านไกด์เจ้าถิ่น Gianna Loredan สุภาพสตรีอิตาลีที่ย้ายมาอยู่การูฌ เธอรู้จักย่านทะลุปรุโปร่งจนได้ชื่อว่า "มาดามการูฌ" ทั้งทำหน้าที่ไกด์ชมเมืองและบริษัทนำเที่ยว Illico Travel ซึ่งเราโชคดีที่ได้เธอพาเดินเที่ยว เธอทักทายพูดคุยกับคนในร้านรวงอย่างสนิทสนม อุดหนุนข้าวของ และช่วยเป็นปากเป็นเสียงให้กับท้องถิ่นด้วยการบอกเล่าเรื่องราวของการูฌและเจนีวา

แล้วเราก็เดินมาถึง Place du Marché จัตุรัสกลางของย่าน ที่ปลายสุดคือโบสถ์แซ็งครัว (Eglise Sainte-Croix) เสียดายที่เรามาไม่ตรงวันที่มีติดตลาดทุกวันพุธและเสาร์ตั้งแต่เช้าจนบ่ายสอง แต่การได้เห็นจัตุรัสโล่งกว้างสองข้างขนาบด้วยแนวต้นเพลน (Plane tree) ก็ชวนให้จิตใจชุ่มฉ่ำไม่ต่างจากสายฝนที่ราเม็ดไปแล้ว คงทิ้งเพียงความเปียกชื้นในอณูบรรยากาศ เราละพิพิธภัณฑ์การูฌด้านหลังโบสถ์ไว้ แล้วเลือกเข้าร้านอาหารตามประสาคนยึดเรื่องกินเรื่องใหญ่ น้ำชาหอมกรุ่นที่ดื่มชิมมาจากร้านขายชา Betjeman and Barton ที่อัดแน่นด้วยชาสารพันกลิ่น ถ้วยชาสารพัดแบบ ด้านในยังมีเครื่องชาญี่ปุ่นให้ตื่นตา กับช็อกโกแลตรสเข้มขม กลิ่นขนมปังอบใหม่จากร้านขนมปัง

ที่อยู่ถัดไปไม่ไกลคือร้านขายเนื้อ ร้านขายไวน์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เรียกน้ำย่อยให้หลั่งเต็มกระเพาะ ร้านอาหารก็ดูน่ากินไปเสียหมด เราเลยจิ้มร้านอาหารสไตล์บิสโทร Restaurant Gabrien Carouge ที่เสิร์ฟอาหารท้องถิ่นแบบเมดิเตอร์เรเนียนและเจนีวา ตกแต่งอบอุ่นน่าสบาย ได้ซุปอุ่นๆ ขนมปังกับน่องไก่ชิ้นโต ขนมหวานที่ปิดด้วยรสขมของกาแฟเอสเปรสโซหนึ่งช็อตก็มีแรงออกเดินต่อ เล็งห้องสมุดเล็กๆ ไว้แห่งหนึ่ง หน้าตาเหมือนร้านหนังสือ จัดดิสเพลย์ไว้ด้วยหน้าหนังสือภาพสวิตเซอร์แลนด์แผ่หรากับหนังสือจากภาพยนตร์แอนิเมชั่นภาษาฝรั่งเศสเรื่อง Ma vie de Courgette (My Life as a Courgette) ที่เพิ่งดูบนเครื่องบินสายการบินสวิส เราโบกมือลามาดามการูฌแล้วจมหายไปกับหนังสือภาพขาวดำแย้มอดีตการูฌ ก่อนท้องฟ้าจะเปลี่ยนสี รถรางก็พาเรากลับสู่ "เมือง" เจนีวาอีกครั้ง 

Checklists:
Stay: Hotel Cornavin
Address: Boulevard James-Fazy 23, 1201 Geneva, Switzerland Phone: +41 (0) 22 716 12 12 Email: cornavin@fhotels.ch Website: fassbindhotels.ch/hotel/cornavin-geneve
Eat: Restaurant Gabrien Carouge Address: Rue Roi-Victor Amé 8, 1227 Carouge, Geneva, Switzerland Phone: +41 (0) 22 342 60 80 Email: info@gabrien.ch Website: www.gabrien.ch
Buy: Autour du Bain Address: Rue Saint-Joseph 12, 1227 Carouge, Geneva, Switzerland Website: www.autourdubain.com; Philippe Pascoët Address: Rue Saint-Joseph 12 Website: www.philippe-pascoet.ch; Atelier Djeihne Address: Rue St-Joseph 31 Website: www.djeihne.ch; Betjeman and Barton Address: Rue Saint-Joseph 35 Website: www.barton.ch (ตรวจสอบเวลาเปิดทำการได้ทางเว็บไซต์ของร้าน)
Getting There: การเดินทางไปการูฌ รถเมล์สาย 11, 21 ลงสถานี Carouge-Marché หรือรถรางสาย 12, 18 ลงป้าย Carouge-Rondeau หรือป้าย Carouge-Marché
Geneva Pass: บัตรท่องเที่ยวที่สามารถใช้เดินทางด้วยขนส่งมวลชนของเจนีวาฟรี ใช้เข้าพิพิธภัณฑ์และทำกิจกรรมต่างๆ เช่น นั่งเรือชมทะเลสาบเจนีวา ทัวร์เดินชมเมืองได้ฟรีหรือเป็นส่วนลด มีบัตรสำหรับ 1 วัน (26 ฟรังก์สวิส), 2 วัน (37 ฟรังก์) และ 3 วัน (45 ฟรังก์) ดูรายละเอียดที่ www.geneve.com/en/see-do/geneva-pass ทั้งนี้เวลาเข้าพักโรงแรม โฮสเท็ล แคมป์ไซต์ นักท่องเที่ยวจะได้รับ Geneva Transport Card เพื่อใช้นั่งรถเมล์ รถราง รถไฟในเขตเมืองเจนีวาได้ฟรี อีกทั้งพื้นที่หลายแห่งของเจนีวามีสัญญาณไวไฟฟรีด้วย
Travel Info: Tourist Information Centre Address: Rue du Mont-Blanc 18, 1201 Geneva, Switzerland Phone: +41 (0) 22 909 70 00 Email: info@geneve.com (ตรวจสอบเวลาเปิดทำการและข้อมูลท่องเที่ยวต่างๆ ได้ทางเว็บไซต์ www.geneve.com)

Tags: