×

เยือนซานตง ดินแดนแห่งขงจื๊อ และธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ของเขาไท่ซาน

เศรษฐพงศ์ เผ่าวัฒนา | writer | 24 November 2017

ซานตง (Shandong) มณฑลของคนขยัน
ถ้าเรามองว่าคนจีนเป็นคนขยันแล้ว คนซานตงคือคนขยันในสายตาของคนจีน ไม่แปลกใจที่พื้นที่ของมณฑลที่อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจีนนี้จะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรที่เรียกทรัพย์ในดิน สินในน้ำ เรามีโอกาสไปสำรวจเส้นทางท่องเที่ยวกับ TTAA และ China Holidays ตามเส้นทางชิงเต่า-หลินอี้-จ่าวจวง-ชวีฝู่-ไท่อัน (ภูเขาไท่ซาน)-จี่หนาน และกลับมาที่ชิงเต่าเพื่อทำความรู้จักเมืองนี้ ก่อนเดินทางกลับหลินอี้ (Lingyi) เมืองแห่งการเกษตรและการขนส่ง

จากการเดินทางด้วยสายการบิน Nok Scoot เส้นทางบินดอนเมือง-ชิงเต่า ใช้เวลาบินราว 6 ชั่วโมง เรามาถึงชิงเต่าแต่ยังไม่เข้าตัวเมือง และพักค้างคืนที่โรงแรมอีกด้านของชิงเต่า เพื่อจะเดินทางแต่เช้าตรู่โดยไม่ต้องฟันฝ่าการจราจรที่ไม่ว่าเมืองไหนๆ ของจีนจะคับคั่งมากในเวลาเช้าและยามเย็น 

ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง ระยะทาง 310 กิโลเมตร เราก็มาถึงเมืองหลินอี้ที่มีพื้นที่กว้างที่สุดในซานตง จึงเหมาะกับการทำกสิกรรม และมีพื้นที่กว้างใหญ่เหมาะเป็นศูนย์กลางของการขนส่งสินค้าหรือ Logistics ของจีน มีบริษัทโลจิสติกส์กว่าพันบริษัทในเมืองนี้ แต่จุดหมายของเราอยู่ที่สวนเกษตรหลานหลิง (Lanling National Agricutural) เป็นสวนเกษตรที่ใหญ่ที่สุดของมณฑล 

ถึงเราไม่ได้มาในช่วงไม้ดอกไม้ผลเมืองหนาวสะพรั่ง แต่ก็ได้ชมทุ่งดอกไม้สีม่วง รวมทั้งเรือนกล้วยไม้ขนาดใหญ่ แม้ดอกกล้วยไม้จะไม่ทำให้คนไทยตื่นตาเท่าดอกไม้เมืองหนาว แต่ราคากล้วยไม้ฟาแลนที่จำหน่ายที่นี่ทำให้หลายคนตื่นใจ เพราะราคาถูกกว่าเมืองไทยกว่าครึ่ง ประเทศจีนส่งออกไม้ตัดดอกทั้งดอกไม้เมืองหนาวและกล้วยไม้ปริมาณมหาศาล ส่วนหนึ่งก็มาจากที่นี่ แม้ที่นี่อาจไม่ใช่จุดท่องเที่ยวของเส้นทางทัวร์ทั่วไป แต่องค์การใดต้องการมาดูงานทางด้านการเกษตรควรมาชมเป็นอย่างยิ่ง นอกจากไม้ดอกยังมีผักและผลไม้ โดยเฉพาะผักปลอดสาร และการปลูกในแนวดิ่งเพื่อให้ประหยัดพื้นที่และให้ผลได้ในปริมาณมาก นอกจากนี้ยังมีการปลูกฟักทองยักษ์ที่มีขนาดใหญ่มหึมา เมื่อได้ชิมรสชาติฟักทองชนิดนี้อบหรือนึ่ง ต้องทึ่งว่ารสหวานมันอร่อยจริงๆ
 

จ่าวจวง (Zaozhuang) เยือนเมืองโบราณไท่เอ๋อจวง 
เมืองน้ำที่มีชื่อเสียงของจีนนอกจากที่หางโจว ซูโจวแล้วก็ยังมีที่จ่าวจวง เมืองนี้มีแม่น้ำไท่เอ๋อจวงที่เชื่อมกับคลองขุดขนาดใหญ่ ต้ายุ่นเหอ ด้วยการขุดคลองที่ชื่อเดียวกับแม่น้ำคือคลองไท่เอ๋อจวง นั่นทำให้เกิดเมืองที่ล้อมรอบไปด้วยสายน้ำ เป็นเมืองโบราณที่ได้ชื่อว่าสวยงาม ปัจจุบันมีการรื้อฟื้นเมืองโบราณนี้ขึ้นมาหลังจากถูกรุกรานด้วยกองทัพญี่ปุ่นในสมัยสงคราม สภาพเมืองเก่านั้นพังเสียหายแทบทั้งหมด 

การเข้าชมเมืองโบราณไท่เอ๋อจวงต้องเสียค่าเข้าชม เหมือนเราไปชมเมืองโบราณจำลอง แต่เขาทำได้ประณีตงดงามและมีบรรยากาศของเมืองเก่าจริงๆ ตัวอาคารต่างๆ สร้างด้วยสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานผ่านยุคสมัยต่างๆ เหมือนชุมชนนี้ไม่ได้ถูกทำลายจากสงคราม การวางผังเมืองแบบโบราณนั้นทำให้มีเส้นทางถนนและเส้นทางตามคูคลองสอดประสานกันอย่างน่าชม รวมทั้งสะพานรูปโค้งวงพระจันทร์

การล่องเรือชมเมืองเป็นกิจกรรมที่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง เรือเป็นเรือแจว บางลำคนแจวจะร้องเพลงพื้นบ้านคลอไปด้วย ภายในเมืองเป็นที่ตั้งของร้านค้า ร้านอาหารต่างๆ สินค้าของที่ระลึกตามมาตรฐานเมืองโบราณทั่วไปของจีน

ข้อดีของการทำเมืองโบราณจำลองคือการควบคุมภูมิทัศน์และบรรยากาศของเมืองได้ แม้คนที่อยู่อาศัย ที่มาทำกิจการค้าขายในนี้จะมีวิถีชีวิตแบบคนยุคปัจจุบัน ไม่ต้องแต่งตัวย้อนยุคเป็นสวนสนุก แต่สภาพของเมืองแม้แต่คูน้ำหน้าอาคารบ้านเรือนเขาทำให้น้ำใสสะอาดจนเป็นบ่อปลาคาร์ปได้ เด็กๆ หลายคนไม่ไปไหน นั่งดูปลาในคูน้ำ และมีคนเอาขวดนมมาเลี้ยงปลา (อาหารปลาแบบเหลว) ใครอยากให้อาหารปลาก็ซื้อขวดนมที่มีด้ามไม้ยาวๆ ต่อให้จุ่มลงไปในน้ำ ปลาก็จะมารุมตอดตรงปลายขวดนม ดูแปลกตาเหมือนปลาเป็นเด็กๆ ต้องดื่มนม 

ข้อดีของการทำเมืองโบราณจำลองคือการควบคุมภูมิทัศน์และบรรยากาศของเมืองได้ แม้คนที่อยู่อาศัย ที่มาทำกิจการค้าขายในนี้จะมีวิถีชีวิตแบบคนยุคปัจจุบัน ไม่ต้องแต่งตัวย้อนยุคเป็นสวนสนุก

ชวีฝู่ (Qufu) บ้านเกิดขงจื๊อ 
โลกยอมรับว่าขงจื๊อคือปรัชญาเมธีผู้ยิ่งใหญ่ที่มีอายุอยู่ในช่วง 551-479 ปีก่อนคริสตกาล คำสอนของเขาครอบงำอารยธรรมจีนมายาวนานกว่าสองพันปี และปัจจุบันได้รับการยอมรับ มีสถาบันศึกษาคำสอนของขงจื๊อแพร่หลายไปทั่วโลก ที่เมืองนี้เราจะได้ชมคฤหาสน์ตระกูลข่งที่ไม่ได้สร้างขึ้นในสมัยขงจื๊อ แต่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 16 ตระกูลข่งรุ่งเรืองมาตลอดระยะเวลาอันยาวนาน ได้รับการนับถือจากราชสำนักมาหลายยุคสมัย แม้ก่อนหน้านั้นในสมัยจิ๋นซีได้ทำลายตำราคำสอนของขงจื๊อ บ้านนี้มีห้องหับถึงกว่า 500 ห้อง (จีนนับช่วงเสาหนึ่งคือ 1 ห้อง) ตัวสถาปัตยกรรมล้วนเป็นของดั้งเดิม แต่เครื่องเรือนเครื่องตกแต่งมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง เพราะในช่วงปฏิวัติการปกครอง ทายาทของตระกูลข่งคนสุดท้ายได้ลี้ภัยการเมืองไปยังไต้หวันและเสียชีวิตที่นั่น เรื่องราวของขงจื๊อและสถานที่ต่างๆ เกี่ยวกับท่านจะนำมาเล่าอีกต่อๆ ไป

ครั้งหนึ่งที่ต้องขึ้นเขาไท่ซานไปไหว้ฟ้า
ภูเขาที่มีความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของจีน โดยมีจักรพรรดิจีนเดินทางมาไหว้เทพยดาฟ้าดินบนเขานี้หลังได้รับแต่งตั้งให้เป็นฮ่องเต้ ซึ่งเชื่อว่าเป็นตำแหน่งโอรสของสวรรค์ จึงต้องเดินทางมาไหว้สวรรค์บนยอดเขานี้ นอกจากนี้ในปีที่บ้านเมืองสุขสงบอุดมสมบูรณ์ ฮ่องเต้หรือตัวแทนต้องมาไหว้ขอบคุณเทพยดาฟ้าดินที่เขานี้เช่นกัน 

ในอดีตตั้งแต่สมัยจิ๋นซีฮ่องเต้เรื่อยมาจนถึงฮ่องเต้ราชวงศ์ชิง ซึ่งสิ้นสุดการปกครองระบอบกษัตริย์ มีฮ่องเต้จำนวน 17 พระองค์ได้เดินทางขึ้นมาประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์บนเขานี้ แต่อีก 24 พระองค์ส่งตัวแทนขึ้นมาทำพิธีแทน แต่ไม่มีครั้งใดที่จะเป็นที่กล่าวขานเท่าสมัยจักรพรรดิถังเกาจง ที่เสด็จมาบนเขาไท่ซานและพาจักรพรรดินีบูเช็กเทียนมาร่วมพิธีศักดิ์สิทธิ์นี้ อันเป็นสิ่งผิดธรรมเนียมดั้งเดิมที่จะมีเพียงฮ่องเต้ (หรือผู้แทนพระองค์) เท่านั้นที่สามารถขึ้นมาประกอบพิธีบนเขาไท่ซาน ต่อมาอีกไม่นานจักรพรรดินีบูเช็กเทียนก็ได้ปกครองประเทศจีนจริงๆ ในฐานะหวงตี้ เทียบเท่าฮ่องเต้ 

การเดินทางขึ้นเขาไท่ซานปัจจุบันนี้ใช้รถกระเช้าขึ้นมาถึงเกือบยอดเขา เราต้องเดินขึ้นไปอีกระยะทางหนึ่งถึงจะถึงยอดที่สูงที่สุด คือ ยอดจักรพรรดิหยก ความสูง 1,545 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นที่ตั้งของศาลเจ้าเก่าแก่ ในอดีตนั้นแม้แต่ฮ่องเต้เมื่อจะขึ้นมาบนเขานี้ต้องมาทางบันไดหินที่มีกว่าหกพันขั้น ซึ่งเป็นที่นิยมของนักเดินเขา พวกเขาจะมาเดินขึ้นไท่ซานในเวลากลางคืนให้ทันได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นจากยอดเขาแห่งนี้ เพราะไท่ซานคือเขาที่อยู่ด้านทิศตะวันออก ดังนั้นจะเป็นจุดแรกๆ ที่เห็นพระอาทิตย์ขึ้นของประเทศจีน การมาชมพระอาทิตย์ยามรุ่งอรุณจึงมีความหมายมาก เพราะเป็นแสงแรกจริงๆ ใครต้องการชมบรรยากาศสวยๆ ที่มีความหมายเช่นนี้แต่เดินขึ้นเขาไม่ไหวก็มีโรงแรมให้พักค้างคืน แต่ไม่หรูหราสวยงามอะไร แค่เป็นที่พักแรม บนนี้มีศาลเจ้าหลายแห่ง แต่ที่มีมากคือหินที่จารึกโคลงกลอนบทกวีจากปราชญ์ในสมัยต่างๆ เพราะความงดงาม ความศักดิ์สิทธิ์ของเขาลูกนี้เป็นแรงบันดาลใจต่อผู้มีใจสุนทรีย์มากมาย แม้เราจะอ่านภาษาจีนไม่ออก แต่ภาษาจีนคือภาษาภาพที่ดูเส้นสายแล้วเหมือนกับงานศิลปะชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว เรื่องราวจากซานตงยังมีอีกมาก ติดตามได้ในตอนต่อไป