×

Phuket Glass Plates Museum นั่งไทม์แมชีนฟิล์มกระจกไปหาบรรพบุรุษภูเก็ต

สราลี อุรุพงศา | Editorial Manager | 07 August 2018



เปิดซีรีส์แรกของ “ภูเก็ตสะเด็ดน้ำ” กับการเปิดห้องแห่งความลับ ถึงหน้าตาและขนาดห้องจะเล็กเสียจนไม่น่าเชื่อว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ แต่เชื่อเถอะว่าอยู่ในนี้เป็นชั่วโมงยังไม่เบื่อเลย

นี่คือห้องที่เล่าความทันสมัยที่สุดในภูเก็ตเมื่อ 100 ปีที่แล้ว ในตอนนั้นเมืองไหนมีร้านที่ถ่ายรูปด้วยฟิล์มกระจกจะถือว่าชิกมากๆ และภูเก็ตก็มีสิ่งนี้ที่เรียกว่าห้องภาพเลี่ยงอิ้ว
 



ห้องภาพเลี่ยงอิ้ว (ปี 2475) คือเบอร์หนึ่งของร้านถ่ายภาพในสมัยนั้น จนผ่านยุคสมัยแห่งความรุ่งเรืองมา จากห้องภาพก็เหลือแค่ร้านอัดรูป จนร้านตัดสินใจนำฟิล์มกระจกเก่าๆ มาขาย พอคุณโจเซ่ (นักเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรมชาวสเปน) รู้เรื่องเข้าก็รู้สึกว่าของมีค่าอย่างนั้นจะไปตกอยู่ในมือใครก็ไม่รู้ไม่ได้นะ เขาเลยรับซื้อฟิล์มกระจกกว่า 30,000 ชิ้นอันเป็นประวัติศาสตร์สำคัญของภูเก็ตเอาไว้ ก่อนที่จะบูรณะจัดเก็บและส่งต่อให้คุณเกียรติพล ริจิรานุวัตร (เจ้าของมิวเซียมนี่แหละ) และด้วยพลานุภาพของฟิล์มกระจกผสานกับคนรุ่นใหม่ที่เห็นความสำคัญ มิวเซียมนี้จึงเกิดขึ้นมา

พอจะเห็นความยิ่งใหญ่ในห้องเล็กๆ นี้แล้วใช่ไหม

มิวเซียมขนาด 5 x 12 เมตรนี้มีอะไรให้เราเล่นมากมาย ทั้งเดินดูภาพที่ถ่ายด้วยฟิล์มกระจก ยืนฟังและส่องดูความลับในตู้ มีมุมจำลองการถ่ายภาพสมัยก่อนที่ยกอุปกรณ์ต่างๆ มาจากห้องภาพเลี่ยงอิ้ว ทีเด็ดคือฟิล์มกระจกตัวจริงเสียงจริงที่นอนรอให้เราใช้แว่นขยายส่องดูรายละเอียดของภาพบุคคล (Portrait) เมื่อ 100 ปีที่แล้วชาวภูเก็ตนิยมมาถ่ายภาพที่ห้องภาพ ไม่ว่าจะเป็นภาพข้าราชการ ภาพลูกเข้าเรียนครั้งแรก ภาพครอบครัว ภาพพระ ภาพแต่งงาน กระทั่งกลุ่มเพื่อนที่แต่งตัวสวยๆ มาถ่ายรูปเล่นกัน ที่จัดแสดงอยู่ตอนนี้ใช้ชื่อว่า "MOMENT" เป็นนิทรรศการตัดริบบิ้นของมิวเซียมเลยละ (เพิ่งเปิดเมื่อสิ้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา) และเขาจะเปลี่ยนนิทรรศการไปเรื่อยๆ ทุก 6 เดือน (นิทรรศการหน้าเริ่มเดือนพฤศจิกายนนี้)


ชิ้นส่วนจริงของกล้องสิงโต 5 ขาที่ใช้ฟิล์มกระจกถ่ายภาพ (ขาตั้งกล้องมี 3 ขา บวกกับคนถ่ายอีก 2 ขา)
 

นอกจากกิมมิกน่ารักๆ ที่ทีมงานใส่เข้าไปในมิวเซียมแล้ว (เราแอบเห็นฟิลเตอร์เลนส์ถูกจับแต่งตัวได้เข้ากับองค์ประกอบของมิวเซียมสุดๆ) ที่นี่ยังอัดแน่นไปด้วยความเท่ทุกอณู ต้องเล่าก่อนว่าความเจ๋งของภาพที่อัดด้วยฟิล์มกระจกน่ะคือความมีมิติมากกว่าไฟล์ดิจิทัล ยิ่งพอบวกกับความเทพของการถ่ายภาพ ทั้งตัวช่างภาพ การจัดแสง องค์ประกอบของแบบ รวมไปถึงการแต่งภาพ (แต่ก่อนไม่มีโฟโตชอปนะจ๊ะ เขาใช้ดินสอระบายหรือฝนลงบนฟิล์มกระจกเพื่อแต่งภาพเลยจ้า) ก็ทำให้ผลลัพธ์ออกมาเท่ระเบิดไปเลย ไอ้เราก็แค่บรรยายผ่านเป็นตัวหนังสือได้เท่านั้น แต่ตัวจริงของฟิล์มกระจกน่ะเท่กว่านี้หลายเท่าตัวนัก



โซนขายของที่ระลึกชั้นเดียวกันกับมิวเซียม
 

“เราอยากให้คนภูเก็ตเองได้ดู หลายคนไม่เข้าใจว่าอดีตของตัวเองเป็นมาอย่างไร อยากให้คนได้กลับไปย้อนดูว่าวัฒนธรรม แฟชั่น สังคมเป็นอย่างไร ร้อยปีที่แล้วคนที่อยู่ในปริมณฑลที่อยากถ่ายรูปต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯ นะ เป็นเรื่องลำบากเลย ในขณะที่ภูเก็ตมีร้านถ่ายรูปในเมืองเราเองแล้ว คนไปถ่ายรูปที่ร้านกันง่ายๆ เลย ส่วนหนึ่งที่เจริญเร็วเพราะเป็นเมืองท่าด้วย เรารับทั้งวัตถุดิบ เทคโนโลยีที่มาจากจีนและปีนัง เลยมีวัฒนธรรมร่วมเยอะมาก” คุณหนิง-จักรพงษ์ เถาว์ทอง เฮดเชฟของที่นี่เล่าให้เราฟังถึงจุดประสงค์ของการทำมิวเซียมนี้ขึ้นมา

อะไรนะ เฮดเชฟเกี่ยวอะไรกับมิวเซียมน่ะเหรอ ก็มิวเซียมนี้มีคาเฟ่ที่ชั้นล่างด้วยน่ะสิ เหตุเกิดจากมิวเซียมนี้เปิดให้เข้าชมฟรี ทีนี้รายได้ก็ต้องมาจากทางคาเฟ่นี่แหละ


ขอต้อนรับสู่ช่วง Phuket Glass Plates Café


พื้นที่ชั้นล่างแปลงร่างจากร้านทองเก่าแก่เป็นคาเฟ่เรียบๆ แต่มีเสน่ห์ ด้วยการนำตู้กระจกขายทองออก ขัดทำความสะอาด และปล่อยให้งานเหล็กและผนังได้โชว์ความสวยแบบไม่ไปทาสีทับ แต่งตัวด้วยโต๊ะเก้าอี้ไม้สีสวยเข้ากันกับมิวเซียมด้านบน

ความน่ารักและมากไปด้วยรายละเอียดของคาเฟ่คือการประดิษฐ์เมนูขึ้นมาใหม่แต่ยังคงรักษาความเป็นภูเก็ต ไม่ว่าจะเป็นเล้งเต๋ cold brew ซึ่งเล้งเต๋ก็คือน้ำอ้อยต้มของภูเก็ต ที่คุณหนิงเลือกมาจับคู่กับกาแฟสกัดเย็นที่มีรสเปรี้ยวอยู่แล้ว พอเพิ่มความหวานเข้าไปก็กลายเป็นละมุนละไมขึ้นมาทันที แถมยังมีโกปิชั้ม (คือกาแฟกับชาผสมกัน) คำว่าชั้ม แปลว่า ผสม คนภูเก็ตจะรู้กันว่าเวลาไปสภากาแฟเขาจะสั่งคำว่าชั้มอย่างเดียว ก็จะรู้กันว่ามันคือชาและกาแฟรวมกัน

เม็กซิกันคอฟฟี่/  เล้งเต๋โคลด์บริว / โอ้เอ๋วพีชโซดา

ที่สดชื่นสดใสสุดๆ ต้องผายมือให้ซีนไปที่โอ้เอ๋วพีชโซดา “โอ้เอ๋ว (วุ้นที่ทำมาจากเมล็ดโอ้เอ๋ว) ช่วยขับร้อนได้ แต่การจะทดลองทำอะไรกับโอ้เอ๋วนั้นยาก เพราะมันโดนความร้อนแล้วละลายง่าย ผมเลยนำอุทัยทิพย์มาลองดู ก็ได้กลิ่นและสีที่สวยดี แล้วอากาศร้อนก็น่าจะต้องนึกถึงความสดชื่นอย่างพีช เลยเอามารวมกัน ใส่โซดาเข้าไปก็แก้ร้อนได้ดีเลย” คุณหนิงเล่าพร้อมทั้งชงแก้วนี้ให้เราลองชิมก่อนที่จะพาทัวร์อาหาร

หมูฮ้อง / เบือทอด (ผัก เช่น ใบเล็บครุฑ ใบชะพลู หรือกระทั่งเห็ดที่นำไปชุบแป้งผสมเครื่องแกงแล้วทอด)
 

“อาหารเป็นเพอรานากันปีนังแท้ครับ เพราะคอนเซปต์ของมิวเซียมคือที่มาหรือรากของคนภูเก็ต เลยทำอาหารสูตรปีนังที่ผมก็นำมาปรับการนำเสนอให้เข้ากับคาเฟ่ ภูเก็ตไม่ได้มีอัตลักษณ์ขนาดนั้น เรามีความหลากหลายทางวัฒนธรรมมากกว่า ก็เลยหยิบความเป็นวัฒนธรรมทั้งตะวันตกและตะวันออกมารวมกัน คนสมัยก่อนจะหวงสูตรอาหารกันมาก สูตรใครสูตรมัน ไม่บอกกัน แล้วพอมาปลายทางปุ๊บก็ยังแข่งกันว่าใครของจริง ของปลอม ซึ่งผมมองว่าไม่มีประโยชน์ที่จะมาเถียงกันว่าใครถูกใครผิด เราน่าจะมารวมกันแล้วสร้างให้มันดีขึ้น ให้เป็นสิ่งใหม่ๆ ด้วยกันได้น่าจะดีกว่า”

ถ้าเป็นไปได้เราก็อยากถือวิสาสะบรรจุพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เข้าไปในลิสต์เที่ยวเมืองภูเก็ตของทุกคน มาลองใช้เวลาสัก 1 ชั่วโมงซึมซับความเป็นภูเก็ตแท้ๆ ผ่านความมุ่งมั่นของคนรุ่นใหม่ เพราะไม่ง่ายเลยที่จะเล่าเรื่องและเรียนรู้ประวัติศาสตร์ให้สนุก แต่มันก็เกิดขึ้นได้ในพื้นที่เล็กๆ นี้

...ที่ที่ห้วงเวลาแห่งความเก่าและใหม่มาบรรจบกัน
 


พิพิธภัณฑ์เข้าชมฟรี
เปิดทุกวัน 9.00-17.00 น. (คาเฟ่เปิด 9.00-18.00 น.)
อยู่ที่ 123 ถนนพังงา ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต (ติดกับพิพิธภัณฑ์ Peranakannitat เลย)