×

ริมน้ำคาโมะ พื้นที่ส่วนตั๊วส่วนตัวในพื้นที่ส่วนกลางของคนเกียวโต

สราลี อุรุพงศา | Editorial Manager | 15 November 2018


ความตั้งใจแรกหลังจากรู้ว่าจะได้มาเกียวโตคือการอยากตามรอยหนังเรื่อง Tomorrow I Will Date with Yesterday’s You (ด้วยอินเนอร์ของความเป็นติ่งนานะ โคมัตสึ) ในหนังมีฉากที่นางเอกกับพระเอกไปข้ามก้อนหินเล่นกันที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำคาโมะ (Kamo River) เราหาข้อมูลมาแล้วพบว่าจุดนั้นใกล้กับสถานีเดมะชิยะนะงิ (Demachiyanagi Station) พอดิบพอดี


แต่จุดเปลี่ยนมันอยู่ตรงนี้ ในบ่ายวันหนึ่งที่ตั้งใจจะไปสถานีจุดหมายอย่างเดมาจิยานางิ เราต้องเริ่มออกเดินทางจากสถานีซานโจ (Sanjo Station) และตรงนั้นเองเราก็ถูกดักด้วยต้นซากุระริมน้ำคาโมะแถวๆ สถานีซันโจเสียก่อน มองลงไปเห็นน้ำใสๆ และผู้คนริมน้ำที่คึกคักกันอย่างสงบ (กล่าวคือทุกคนต่างมีกิจกรรมของตัวเองตามจุดต่างๆ อย่างมีชีวิตชีวา) จู่ๆ เราก็เริ่มคำนวณระยะทางจากริมน้ำสถานีซานโจไปสถานีจุดหมายปลายทาง พบว่าห่างกันประมาณ 2.4 กิโลเมตร การเดินคงไม่คณาขาเราเท่าไร เลยตัดสินใจไม่ขึ้นรถไฟ และเลือกเดินชิลสูดอากาศ เสพวิถีชีวิตผู้คนริมน้ำเพลินๆ ไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ถึงสามเหลี่ยมปากแม่น้ำด้วยสองขาเองแหละ

ตอนนั้นเอง เราไม่รู้เลยว่าแผนตามรอยหนังจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และเราจะไม่ได้เห็นหน้าสามเหลี่ยมปากแม่น้ำคาโมะเลยมาจนถึงวันนี้


แถวๆ สถานีซานโจมีทางเดินลงสู่ริมน้ำคาโมะ ก่อนเดินลงจะเจอรูปปั้นคนญี่ปุ่นสองคนชื่อ Yaji กับ Kita ตัวเอกจากการ์ตูนญี่ปุ่นสมัยโบราณ Tōkaidōchū Hizakurige (เขียนโดย Jippensha Ikku) ที่ตีพิมพ์ใน ค.ศ. 1802-1822 การ์ตูนเล่าเรื่องของนักเดินทางที่เดินทางผ่านเส้นทางสายโทไกโด (เส้นทางเชื่อมต่อระหว่างเอโดะกับเกียวโต) เขาสร้างรูปปั้นนี้ขึ้นเพื่ออวยพรอวยชัยและนำโชคให้นักท่องเที่ยวทุกคนเดินทางปลอดภัย เอาละ พลังใจมาเต็มเปี่ยม พร้อมเดินลุยริมน้ำแล้ว




แม่น้ำคาโมะคือแม่น้ำสายหลักและสายสำคัญของเกียวโต ทันทีที่ค่อยๆ เดินเลียบริมแม่น้ำก็พบว่าเราไม่ได้แค่เดินเล่นริมน้ำ แต่เดินผ่านวิถีชีวิตของคนเกียวโตแบบทุกเพศทุกวัย และไม่ใช่แค่ริมน้ำใสๆ บรรยากาศดีๆ หรือแก๊งเป็ดกลางน้ำ แต่ทางเดินริมน้ำยังกว้างขวางชนิดที่คนเดินปนกับคนขี่จักรยานได้แบบไม่ชนกัน ทำให้ที่นี่ เป็นที่ที่หนุ่มสาวนัดมาเดตกัน ถ้าเป็นแฟนกันแล้วก็มาพลอดรักกัน เพื่อนๆ นัดมาปิกนิก เดินไปอีกนิดเจอผู้คนขี่จักรยานสวนกันไปมา คุณแม่ใส่ยูกาตะเข็นลูกมาสูดอากาศเล่น มีชาวบ้านริมน้ำตีแบตเล่นกัน เดินตามเสียงกีตาร์ไปก็เจอหญิงสาวหิ้วกีตาร์มาเล่นริมน้ำ แล้วยังมีวัยรุ่นนอนเล่นริมน้ำกันแบบไม่ต้องปูเสื่อใดๆ ที่นี่น่ะน้ำไหลไปพร้อมๆ กับการใช้ชีวิตของชาวเกียวโต


ไม่ไกลกันนักเราก็เจอข้อมูลน่าสนใจที่แปะไว้ริมทางใต้สะพาน บนบอร์ดมีภาพวาดของศิลปินญี่ปุ่นยุคเอโดะที่มาจากอาร์ตมิวเซียมต่างๆ ภาพเหล่านี้เก่าแก่ราวค.ศ. 1603-1868 นับเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่บอกเล่าถึงวิถีชีวิตคนเกียวโตในอดีตที่ใช้ชีวิตกันอย่างคึกคักริมแม่น้ำคาโมะที่คั่นระหว่างถนนซานโจและชิโจ จากในภาพเราจะเห็นว่าริมน้ำนี้คือที่ที่ผู้คนมาใช้ชีวิตคลายร้อนในฤดูร้อน ยิ่งในตอนเย็นๆ ตรงนี้จะมีร้านรวงคึกคัก เรียกว่าเป็นสถานที่เที่ยวริมน้ำที่คนที่นี่มาใช้เวลาพบปะสังสรรค์และสนุกร่วมกันเลยละ ถึงจะผ่านยุคนั้นมานาน แต่คนเกียวโตก็ยังใช้ชีวิตเกาะติดสนิทอยู่ริมน้ำคาโมะมาถึงวันนี้



เราเดินผ่านคนเกียวโตหลายกลุ่มหลายวัยมาเรื่อยๆ จนตัดสินใจนั่งลงริมน้ำและควักข้าวปั้นที่ซื้อเมื่อเช้ามากิน กัดไปได้สองคำก็มีคุณลุงคนญี่ปุ่นเดินมาทัก คุณลุงพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยถนัดเลยพูดภาษาญี่ปุ่นและใช้ท่าทางเอาเสียมากกว่า คุณลุงชี้ที่ข้าวปั้น ตอนแรกเราคิดว่าห้ามกินอาหารริมน้ำ แต่คุณลุงก็ชี้ไปที่ฝูงนกบนฟ้า ตอนนั้นจึงเข้าใจทันทีว่าคุณลุงมาเตือนให้ระวังนกแย่งกินข้าวปั้น เรากล่าวอะริงะโตะกับคุณลุง และคุณลุงก็ตอบรับคำขอบคุณด้วยรอยยิ้ม หลังจากนั้นเราก็กินข้าวปั้นอย่างคนมีห่วง คอยจ้องตานกแถวนั้นจนรอดพ้นจากซีนแย่งชิงข้าวปั้นกับนกไปในที่สุด



​​​​​​พอกินเสร็จด้วยสปีดเร็วกว่านกฉกเราก็ค่อยมานั่งคิดว่าแถวนี้ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่หรอกนะ แต่คนเกียวโตต่างมีพื้นที่ส่วนตัวของตัวเองในแบบส่วนรวม พวกเขาต่างใช้ชีวิต และอนุญาตให้เรามาใช้พื้นที่ส่วนกลางของเขาได้อย่างเป็นมิตรเช่นกัน เหมือนกับว่าคำทักของคุณลุงเป็นคำกล่าวทักทายต้อนรับเราสู่ริมแม่น้ำคาโมะอย่างเป็นทางการอย่างไรอย่างนั้น





เดินมาสักพักเราเจอกับฝูงเป็ดและนกกินปลาที่เดินย่องอยู่ริมน้ำตื้น ก่อนจะเจอกับแก๊งก้อนหินใหญ่กลางน้ำ เราพบว่าก้อนหินที่ถูกวางเรียงรายคล้ายสะพานให้คนเดินข้ามฝั่งไปมาได้นี้ช่างคล้ายกับฉากในหนังที่เราดั้นด้นมาหาถึงที่เกียวโตอยู่เหมือนกัน โอเค ถึงไม่ใช่ก้อนหินเรียงตัวยาวอลังการตรงสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเหมือนที่เห็นในจอหนัง แต่ก้อนหินที่แปลงร่างเป็นสะพานนี้ก็ดึงดูดให้เราเลือกนั่งลงริมน้ำอีกครั้งจนได้ ที่นี่เราเห็นนักท่องเที่ยวเดินมาถ่ายรูปกลางแม่น้ำ เจอคุณยายเดินข้ามน้ำไปอีกฝั่ง และได้เจอคู่รักหนุ่มสาวชาวเกียวโตที่ค่อยๆ ประคองกันและกันข้ามก้อนหินหลากหลายก้อนนั้นอย่างทุลักทุเลแต่ก็ฉาบฟิลเตอร์อบอุ่นดุจดวงอาทิตย์ตกยามเย็นเอาไว้ เป็นภาพที่น่ารักจนยิ้มตามออกมาจนได้ แม้เราจะไปไม่ถึงที่หมายก็ตาม



ตอนนั้นเราบอกกับตัวเองว่า ไม่ต้องไปถึงจุดหมายก็ได้แล้วนะ เพราะตรงนี้ก็สวยงามและสงบพอดีกับใจแล้วสำหรับเรา