×

พาทัวร์ “Starbucks Reserve Roastery Tokyo” รวมความประทับใจจากคนที่ไม่ใช่แฟน

ยรรยง ยามาซากิ | Writer | 30 April 2019



เดิมทีผมตั้งใจว่าจะรอให้กระแสลดลงสักหน่อยก่อนเพื่อหลีกเลี่ยงความหนาแน่นของลูกค้าในช่วงเปิดใหม่ แต่เมื่อตรองดูให้ดีแล้ว Starbucks Reserve Roastery Tokyo น่าจะเป็นหมุดหมายของนักท่องเที่ยวทั่วโลกจากนี้และต่อไป นั่นจึงไม่มีเหตุต้องรีรออะไร ว่าแล้วก็แวะมาทันทีที่มีเวลา

ตอนมาถึง Starbucks Reserve Roastery Tokyo ครั้งแรกผมรู้สึกแปลกใจที่มีคนเข้าแถวรอคิวเพียงนิดหน่อยเท่านั้นเมื่อเทียบกับร้านอื่นๆ ที่เคยสร้างกระแสมาก่อนหน้า แต่เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะสตาร์บัคส์มีความพร้อมและมีระบบการจัดการที่ดีกว่านั่นเอง โดยจัดห้องสำหรับรับบัตรคิวแยกไว้ต่างหาก และมี QR Code ให้สแกนเพื่อตรวจสอบลำดับคิวผ่านทางสมาร์ตโฟนได้แบบเรียลไทม์ ลูกค้าทั้งหมดจึงไม่ต้องยืนออรอคิวที่หน้าร้านพร้อมกัน ลดความโกลาหลลงได้เยอะมาก ช่วงเวลาระหว่างรอเราสามารถไปเดินชมสิ่งที่น่าสนใจอื่นๆ ได้อีกด้วย

เมื่อถึงคิวของเราพนักงานหน้าร้านอาจออกปากเตือนว่าเป็นคิวสำหรับเข้าร้านเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าจะมีที่นั่งว่างแต่อย่างใด เรื่องนี้อาจต้องใช้ความพยายามนิดหน่อย เพราะการหาที่นั่งว่างในสตาร์บัคส์ก็เหมือนกับการหาที่จอดรถในห้างสรรพสินค้านั่นแหละ



Starbucks Reserve Roastery Tokyo ถือว่าเป็นสตาร์บัคส์สาขาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ณ ปัจจุบัน มีพื้นที่ส่วนที่เปิดให้บริการแก่ลูกค้าทั้งหมด 4 ชั้น อันมีรายละเอียดต่างกันไป บางคนก็บอกว่าเป็นสาขาที่สวยที่สุดอีกด้วย แต่เรื่องนี้ขึ้นกับรสนิยม และส่วนตัวเราก็ยังมีอีกหลายสาขาที่ไม่เคยไปดูด้วยตาตัวเอง จึงไม่อาจตัดสินได้

 

ชั้น 1
ไฮไลต์สำคัญของ Starbucks Reserve Roastery Tokyo ถูกรวมไว้ที่ชั้น 1 นี่แหละ ทั้งโรงคั่วขนาดใหญ่ซึ่งเป็นโรงคั่วหลักในร้าน พื้นที่สำหรับจำหน่ายเมล็ดกาแฟและสินค้าที่ระลึกต่างๆ เบเกอรี่ (Princi Bakery) ที่มีขนมอบเสร็จใหม่ๆ ไว้คอยบริการ และบาร์กาแฟหลักที่เน้นคอนเซปต์ “When Coffee Meets Craft”



บาร์กาแฟหลักของชั้นนี้มีกาแฟหลากหลายเมนูจากกระบวนการชงด้วยวิธีการต่างๆ ไล่ตั้งแต่ Espresso, Pour Over, Coffee Press, Syphon, Clover, Cold Brew และ Nitro Cold Brew โดยเฉพาะเมนูพิเศษทั้งเมนูซิกเนเจอร์ของโตเกียวและเมนูประจำฤดูกาลจะสามารถสั่งได้ที่บาร์หลักนี้เท่านั้น (ส่วนเมนูคลาสสิกทั่วไปสามารถสั่งที่ชั้น 3 ได้อีกด้วย) การนั่งที่เคาน์เตอร์แล้วชมกระบวนการชงพร้อมฟังคำอธิบายไปด้วยเป็นความเพลิดเพลินอีกอย่างหนึ่งที่อยากแนะนำ

ชั้น 2
เป็นส่วนของ Teavana ที่นำเสนอชาในรูปแบบของสตาร์บัคส์ เป็นมุมที่ได้รับความนิยมจากลูกค้าสาวๆ เป็นอย่างมาก มีเมนูพิเศษหลากหลาย ทั้งเมนูที่มีเฉพาะสาขานี้ เช่น Nitro Tea ชนิดต่างๆ และเมนูประจำฤดูกาลที่จะสับเปลี่ยนหมุนเวียนอยู่เรื่อยๆ และมีชนมชิ้นเล็กๆ ที่เหมาะรับประทานคู่กับชาคอยให้บริการอีกด้วย

ชาแต่ละถ้วยมีการออกแบบตกแต่งให้มีรูปลักษณ์สีสันสวยงาม มีส่วนผสมที่น่าสนใจ ชวนให้สงสัยว่าจะไปด้วยกันได้หรือ? เมื่ออ่านรายชื่อเมนูและส่วนผสมแล้วทำให้เราอยากรู้ว่ารสชาติจะออกมาอย่างไร จนกลายเป็นเรื่องยากที่จะตัดสินใจเลือกดื่มเมนูใดเมนูหนึ่ง ผมจึงใช้เวลาอยู่ที่ Tea Bar นานพอสมควรเพื่อลองชิมเมนูต่างๆ ที่เล็งไว้



ที่ชั้น 2 นี้มีพื้นที่น้อยกว่าชั้นอื่น มีลักษณะเหมือนเป็นชั้นลอย แต่เมื่อมองลงไปจะเห็นความเคลื่อนไหวของกิจกรรมแทบทั้งหมดของชั้น 1 จึงเป็นจุดที่คนนิยมมาเก็บภาพมุมกว้าง


ชั้น 3
เป็นอีกชั้นที่มีความหลากหลายและมีไฮไลต์อยู่หลายส่วน เริ่มตั้งแต่เมื่อเดินขึ้นบันไดมายังชั้นนี้สิ่งแรกที่เราจะพบก็คือโรงคั่วย่อย ที่มีการคั่วกาแฟโชว์ตลอดทั้งวัน คุณสามารถนั่งจิบเครื่องดื่มไปด้วยชมการคั่วกาแฟไปด้วย โดยมีบาริสต้าผู้ทำหน้าที่คั่วกาแฟคอยให้คำอธิบายถึงชนิดของเมล็ดกาแฟที่กำลังคั่วอยู่ในขณะนั้น

ถัดมาคือ Starbucks Cold Brew Bar เป็นอีกจุดหนึ่งที่สามารถสั่งกาแฟดื่มได้ โดยเน้นไปที่เมนู Cold Brew และเมนูพื้นฐานทั่วไปจากเครื่อง Espresso ด้านในสุดของชั้นนี้เป็นค็อกเทลบาร์ชื่อ ARRIVAIMO BAR ที่มีต้นแบบจากสาขานิวยอร์ก นำเสนอทั้งเมนูคลาสสิก ร่วมสมัย และเมนูทวิสต์ที่เป็นซิกเนเจอร์เฉพาะสาขาโตเกียว รวมทั้งเมนูพิเศษประจำฤดูกาลต่างๆ ด้วย

ส่วนนี้เป็นอีกจุดที่ผมให้ความสนใจเป็นพิเศษ ได้ลองชิมค็อกเทลที่มีส่วนผสมของกาแฟไปหลายแก้ว ส่วนตัวคิดว่าราคาค่อนข้างแรงเมื่อเทียบกับค็อกเทลบาร์โดยทั่วไป และยังมีอีกหลายร้านที่ทำได้ดีไม่แพ้กัน รวมไปถึงบรรยากาศที่ไม่เอื้อให้นั่งดื่มยาวๆ ด้วย แต่อย่างไรก็ตามก็ถือว่าดีสำหรับเสริมประสบการณ์ในเวลาสั้นๆ

ไฮไลต์สุดท้ายของชั้น 3 คือพื้นที่ส่วนเทอร์เรซด้านนอก ด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สีโทนอบอุ่นสบายกับวิวเหนือแม่น้ำเมะงุโระที่มีต้นซากุระเรียงรายตลอดทาง ดังนั้นในช่วงที่ซากุระผลิบานจุดนี้จะเป็นจุดยอดนิยมอย่างแน่นอน แต่น่าเสียดายที่การออกแบบอาคารไม่ได้สอดคล้องกับฤดูกาลที่หลากหลายของโตเกียว ในวันฝนตกที่นั่งข้างนอกทั้งหมดจะเปียกฝน ไม่สามารถใช้งานได้ (แต่คาดว่าคงจะมีการแก้ไขในอนาคต)

 

ชั้น 4
บริเวณชั้น 4 น่าจะเรียกว่าเป็นชั้นของกิจกรรมก็คงได้ ไม่มีเครื่องดื่มขายที่ชั้นนี้แต่มีที่นั่งทั้งภายในอาคารและ Terrace มีการโชว์เครื่องจักรที่ใช้สำหรับบรรจุเมล็ดกาแฟลงในถุง และมีพื้นที่สำหรับจัดเวิร์กชอป แต่ในช่วงเปิดใหม่นี้ทางสตาร์บัคส์ยังไม่มีโปรแกรมให้เข้าร่วม สำหรับผู้ที่สนใจคงต้องรอกันไปอีกสักพัก ที่ชั้น 4 นี้จะหาที่นั่งได้ค่อนข้างง่ายกว่าชั้นอื่น (เพราะอยู่ชั้นบนสุด) และในบางช่วงเวลาจะมีบาร์ดริปกาแฟชั่วคราวมาชงกาแฟให้ชิมกันฟรีๆ ด้วย

ความรู้สึกหลังได้มาเที่ยวชม Starbucks Reserve Roastery Tokyo หลายครั้งและใช้เวลาอยู่ในนี้รวมกันหลายชั่วโมง สำหรับผม Starbucks Reserve Roastery Tokyo น่าจะเปรียบได้กับธีมพาร์กอีกแห่งหนึ่ง เป็นสวนสนุกของการดื่ม การเข้าคิวเพื่อลิ้มลองเครื่องดื่มแต่ละชนิดเปรียบเหมือนกับการเข้าแถวเพื่อรอลุ้นกับเครื่องเล่นชนิดต่างๆ

อีกสิ่งที่น่าประทับใจคือ ทันทีที่เข้ามาในร้านจะรู้สึกได้ถึงการต้อนรับที่อบอุ่น พนักงานมีมิตรไมตรีที่ดี ดูสดใส กระตือรือร้น พร้อมที่จะอธิบาย ให้ข้อมูล และบริการด้วยรอยยิ้ม

อีกอย่างที่ผมแอบสังเกตเห็นคือ การเปิดโอกาสให้ธุรกิจที่อยู่ในชุมชนมาก่อนได้มีส่วนร่วม เหมือนเป็นการผูกมิตรในฐานะเพื่อนบ้านคนใหม่แห่งย่านนากาเมะงุโระ ยกตัวอย่างเช่นการเสิร์ฟช็อกโกแลตของร้าน Green Bean to Bar คู่กับค็อกเทล หรือการวางขายจักรยาน Tokyobike รุ่นลิมิเต็ดสีดำสนิทเวอร์ชันเฉพาะของ Starbucks Reserve Roastery Tokyo และของที่ระลึกจำพวกสมุด สติกเกอร์ ที่ทำร่วมกับร้าน TRAVELER’S FACTORY ร้านดังอีกร้านของย่านนี้ และก็คงเป็นเพราะ Mindset แบบนี้เองที่ทำให้สตาร์บัคส์เป็นแบรนด์ที่มีความแข็งแกร่งและเป็นที่รักของแฟนๆ ทั่วโลก



Starbucks Reserve Roastery Tokyo

2-19-23 Aobadai, Meguro-ku, Tokyo 153-0042

เปิดบริการ เวลา 7.00-23.00 น. (รับออร์เดอร์สุดท้าย เวลา 22.30 น.)

www.starbucks.co.jp/roastery
 

การเดินทาง

  • รถไฟสาย Hibiya Line หรือ Tokyu Toyoko Line ลงที่สถานี Naka-Meguro แล้วเดินต่ออีกประมาณ 15 นาที
  • รถไฟสาย Tokyu Den-en-toshi Line ลงที่สถานี Ikejiri-Ohashi แล้วเดินต่ออีกประมาณ 15 นาที

***สำหรับคนที่ไม่อยากเดินไกล***

แนะนำให้นั่งรถประจำทางสาย 渋41 จากหน้าสถานี Shibuya มาแค่ 4 ป้าย แล้วลงที่ป้ายรถเมล์ Sugekarishogakko (จะเห็นว่ามีห้าง Don Quijote อยู่ข้างหน้า) จากป้ายรถเมล์หันหน้าเข้าซอยไปก็ถึงเลยครับ