×

ดุสิตธานี กรุงเทพฯ บันทึกของกาลเวลา

เอกศาสตร์ สรรพช่าง | Editorial Director | 18 December 2018


 
หากใครพื้นเพเป็นคนกรุงเทพฯ มีพ่อแม่ที่แต่งงานกันเมื่อสัก 30 ปีก่อน ลองถามดูว่าสถานที่ยอดฮิตของการแต่งงานยุคนั้นมีที่ไหนบ้าง เชื่อว่าชื่อหนึ่งที่ทุกคนน่าจะตอบเหมือนกันก็คือ “ห้องนภาลัย” ของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ เรียกได้ว่าดุสิตธานีเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการแต่งงานสมัยใหม่ของคนกรุงเทพฯ ไม่แตกต่างจากตัวอาคาร ซึ่งก็ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในอาคารไทยโมเดิร์นที่โดดเด่นที่สุดของกรุงเทพฯ จนถึงวันนี้ได้เวลาล่ำลา ดุสิตธานี กรุงเทพฯ กำลังจะเริ่มต้นบทบาทใหม่ ทว่าสิ่งที่ผู้บริหารที่นี่ให้ความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการมองไปข้างหน้าก็คือ จะรักษาความเป็นดุสิตฯ ที่เคยประทับอยู่ในใจของลูกค้าอย่างเราได้อย่างไร 

โครงการ “Preserving Dusit Thani Bangkok’s Artistic Heritage” จึงถือกำเนิดขึ้นด้วยความตั้งใจของคุณชนินทธ์ โทณวณิก รองประธานกรรมการและคณะกรรมการบริหาร เมื่อห้าปีที่แล้วหลังจากที่ตัดสินใจว่าต้องรื้อตึกหลังเก่าเพื่อสร้างตึกใหม่ เพื่อให้แข่งขันได้มากขึ้นและให้ทันกับโลก คุณชนินทธ์ก็เริ่มมองย้อนกลับมาว่า แล้วอดีตที่น่าจดจำโดยเฉพาะงานสถาปัตยกรรมและงานตกแต่งเหล่านี้จะเก็บหรือนำมาเล่าใหม่ได้อย่างไรเพื่อให้เห็นการส่งต่อของรุ่นสู่รุ่น



“ความคิดนี้เริ่มมาเมื่อห้าปีที่แล้ว ตั้งแต่เริ่มโครงการเรื่องการปรับปรุงโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ตอนนั้นผมมองหาความเป็นไปได้ว่าเราจะเก็บรวบรวมประวัติศาสตร์ของเราได้อย่างไรให้เหมาะสมและร่วมสมัย เพราะผมคิดว่านี่เป็นเอกลักษณ์ของความเป็นดุสิตธานี นั่นคือความเป็นไทยที่ถูกผสมผสานเพื่อให้กลมกลืนกับการเปลี่ยนแปลงของโลก แต่เราก็ยังไม่อยากให้ใครลืมรากของเราว่าเรามาจากไหน ฉะนั้นความเป็นไทยของเราจึงแทรกซึมอยู่ตามส่วนต่างๆ ของโรงแรมตั้งแต่ตัวอาคาร งานตกแต่ง ไปจนกระทั่งถึงหัวใจของคนทำงาน ซึ่งเรายึดมั่นมาตลอด พอจะสร้างตึกใหม่ความคิดที่ว่านี้ก็ยังต้องคงอยู่ จะทำอย่างไรให้ความเป็นไทยสามารถเชื่อมโยงระหว่าง ‘ของเก่า’ กับ ‘ของใหม่’ โดยเฉพาะคุณค่าเก่าๆ ที่เราคิดว่าคงไม่สามารถหาที่ไหนได้อีกแล้ว ทำอย่างไรถึงจะผสมผสานกับความทันสมัยที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกสี่ปีข้างหน้าได้อย่างลงตัว ระหว่างนี้จึงต้องหาคนมาช่วยในการรวบรวม จัดการ และเล่าเรื่องประวัติศาสตร์เหล่านี้ให้น่าสนใจ เพื่อรอเวลาที่จะกลับมาเฉิดฉายใหม่ ผมเลยปรึกษากับคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยศิลปากรว่าเราควรเริ่มต้นโครงการนี้จากจุดไหนก่อนดี” คุณชนินทธ์กล่าวไว้ที่ห้องนภาลัย โรงแรมดุสิตธานี เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายนที่ผ่านมา



คุณศจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) จีเอ็มของดุสิตธานี กรุงเทพฯ ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า “ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีการร่วมมือกันในการทำวิจัยและเก็บข้อมูลเกี่ยวกับโรงแรมทั้งเรื่องงานออกแบบ งานตกแต่งภายใน รวมถึงการนำกลับมาใช้ใหม่เมื่อโรงแรมเสร็จ ยกตัวอย่างเช่นงานเขียนบนผนังในร้านอาหารเบญจรงค์ ซึ่งเป็นฝีมือของศิลปินระดับครู ความตั้งใจคือเราต้องการเก็บเสาทั้งต้นไว้เพื่อนำไปใช้ใหม่ในร้านอาหารของเราเมื่อเสร็จแล้ว ฉะนั้นจึงไม่ใช่แค่เรื่องของงานสถาปัตยกรรมเท่านั้น แต่เป็นเรื่องงานวิศวกรรมด้วย รวมถึงหลังจากที่โครงการนี้เสร็จสิ้นเราก็อยากให้เรื่องราวเหล่านี้ถูกเผยแพร่และเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนได้นำไปศึกษาต่อ” 
 

ด้านมหาวิทยาลัยศิลปากรผู้รับหน้าที่เป็นเหมือนนักอนุรักษ์ รองศาสตราจารย์สยุมพร กาษสุวรรณ รองอธิการบดีฝ่ายวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่า “โครงการนี้เป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่มีการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับ ‘โรงแรม’ แบบครบวงจร แต่ก็เป็นการบูรณาการที่ไม่เคยมีแบบนี้มาก่อน เพราะเป็นการทำงานร่วมกันหลากหลายคณะ ทั้งคณะสถาปัตยกรรม คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ รวมถึงหอศิลป์แห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร พูดได้ว่าตึกแห่งนี้เป็นสถาปัตยกรรมไทยโมเดิร์นยุคแรกๆ ก็ว่าได้ซึ่งผสมผสานงานออกแบบของตะวันตกและความเป็นไทยเข้าไว้ด้วยกัน รวมถึงการจัดภูมิสถาปัตย์ งานออกแบบสวน ซึ่งเหมือนเป็นโอเอซิสที่หลุดเข้ามาอีกโลก ใจกลางพื้นที่ที่วุ่นวายที่สุดของกรุงเทพฯ อย่างสีลม”



ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชวลิต ขาวเขียว คณบดีคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เสริมว่า “โครงการนี้ประกอบด้วยสามส่วนด้วยกัน ส่วนแรกคือการอนุรักษ์ เช่น การเก็บงานเครื่องไม้สักทองแกะลวดลายบนฝ้าเพดานและงานจิตรกรรม รวมถึงเปลือกอาคารด้านนอก ส่วนที่สองคือการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ศิลปะ ประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม ภูมิสถาปัตยกรรมและพืชพรรณ เพื่อถอดแบบในการทำโมเดลจำลองของโรงแรมดุสิตธานี และส่วนที่สามเป็นการเผยแพร่คุณค่าของดุสิตธานีผ่านงานจิตรกรรมของศิลปินแห่งชาติและศิลปินชั้นนำของไทยจำนวน 20 ท่าน เพื่อจัดแสดงเป็นนิทรรศการตั้งแต่เดือนธันวาคมนี้เป็นต้นไป”

อีกสี่ปีเราจะได้เห็นโฉมใหม่ของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ การผสมผสานความเก่าและใหม่จะออกมาในรูปแบบไหนเป็นเรื่องที่ต้องอดใจรอ ส่วนใครอยากเห็นงานศิลปะของจิตรกรทั้ง 20 ท่าน ดุสิตธานีเปิดให้ชมฟรีตั้งแต่วันนี้จนกระทั่งโรงแรมปิดในวันที่ 5 มกราคม 2562 

#DusitThaniBangkok #DusitThaniSilpakornU