×

ทดลองเดินเที่ยวบางกะเจ้าแบบคนไม่เช่าจักรยาน เพราะขี่จักรยานไม่เป็น!

สราลี อุรุพงศา | Editorial Manager | 19 February 2019

 

ใครไม่ขี่จักรยานไม่เป็นไม่รู้หรอกว่าเวลาเห็นคอนเทนต์ประเภทเส้นทางขี่จักรยานบางกะเจ้าแล้วมันเจ็บปวดหัวใจขนาดไหน เราน่ะขี่จักรยานไม่เป็นแล้วจะไปบางกะเจ้าไม่ได้เหรอ น้อยอกน้อยใจโชคชะตาเหลือเกิน

แต่เธอเอ๋ย ไม่มีอะไรใหญ่เกินใจและขาของเรา และเราจะมาลองเดินจริงให้อ่านกัน

เราศึกษาเอง สอบถามจากเจ้าถิ่นแล้วทุกคนล้วนถามว่า “จะเดินจริงๆ เหรอ ไกลนะ ทำไมไม่ขี่จักรยาน” เอาอีกละ ตอกย้ำคนขี่จักรยานไม่เป็นอีกแล้วจ้า

แต่ที่สุดแล้วเราก็สร้างเส้นทางเดินเท้าขึ้นมาเองได้สำเร็จ โดยให้มีคาเฟ่ ตลาด ร้านอาหาร และเส้นทางธรรมชาติแบบมีหิ่งห้อยด้วยเป็นหลัก ที่เหลือก็แล้วแต่เท้าจะพาไป

จะทำได้ไหม ทำได้หรือเปล่า จะเดินไหวไหม เดินได้หรือเปล่า

เดี๋ยวรู้เรื่อง!

 

10.35 น.

Start: ท่าเรือวัดบางนานอก
 



เริ่มต้นด้วยการขึ้นเรือที่ท่าวัดบางนานอก (อยู่ตรงวัดบางนานอก ถนนสรรพวุธ ห่างจากรถไฟฟ้าบางนา 3 กิโลเมตร) ไปยังจุดหมายของเราอย่างท่าตาเลื่อนของบางกะเจ้า เพราะตั้งใจว่าจะไปเยี่ยมคาเฟ่ HiddenWoods แบบใกล้ชิดป่าจากเอาฤกษ์เอาชัยก่อนเป็นที่แรก

ไปที่ท่าวัดบางนานอกก็เจอคุณป้าซ้อนวินมอเตอร์ไซค์บอกว่าเราต้องรอเรือลำที่เป็นพื้นไม้นะ เดี๋ยวก็มา นั่งรอพักหนึ่งก็มีพี่ชายตัวเล็กคนหนึ่งเดินมาคุยด้วย แนะนำตัวว่าเป็นอาสาสมัครของบางกะเจ้า พี่เขาบอกว่าท่านี้มีเรือไปวัดบางน้ำผึ้งกับท่าตาเลื่อน แล้วก็ช่วยบอกบุญเส้นทางการเดินที่เราจะไป

เอาละ เจอคนบางกะเจ้าใจดี 2 คนถ้วนแล้วทั้งๆ ที่ยังข้ามไปไม่ถึงบางกะเจ้าเลยนะ

เรือที่เรานั่งเป็นเรือโปร่งที่ไม่มีมอเตอร์ไซค์ขึ้นเรือมาได้ (มอเตอร์ไซค์จะขึ้นเรือที่ไปท่าวัดบางน้ำผึ้ง) เป็นเรือข้ามฟากที่ใหญ่ โปร่ง นั่งสบาย แถมมีห้องน้ำด้วยแน่ะ

 

10.50 น.

You are at: ท่าตาเลื่อน
 



เท้าเหยียบบางกะเจ้าที่ท่าตาเลื่อนปุ๊บก็เจอแก๊งจักรยานให้เช่า พี่คนขับสองแถว และมอเตอร์ไซค์วินต้อนรับอยู่ ด้วยความที่พี่อาสาสมัครบอกขั้นตอนเราว่าให้ขอเบอร์พี่วินฯ มาเผื่อไว้ เผื่อว่าขากลับจะให้เขามารับ เราเลยเดินไปขอเบอร์ผู้ชายมาเรียบร้อย ก่อนจะดูหมุดที่ปักไว้ตรงคาเฟ่ HiddenWoods เดินงงๆ หลงทิศนิดหน่อยจนพี่คนให้เช่าจักรยานต้องทักว่าจะไปไหน พอรู้จุดหมายปุ๊บ พี่เขาตะโกนว่า “เลี้ยวขวาๆ”

เราเดินลึกเข้าไปและเจอป้ายร้านอยู่ทางขวามือจริงๆ ด้วย 230 เมตร เราเดินเข้าซอยเล็กที่เขาปูทางให้เดินเข้าแบบแอบๆ อยู่ฝั่งขวามือ สิ้นสุดทางเดินจะเจอกับสะพานและแยกที่ต้องเดินต่อไปอีก เราลัดเลาะสะพานไปเรื่อยจนเจอกับกำแพงอิฐยาวที่พาให้คิดถึงบ้านลูกหมูตัวที่สามอย่างไรอย่างนั้น

 

11.00 น.

HiddenWoods Café

ระยะทาง 250 เมตร

HiddenWoods คือคาเฟ่เด็กใหม่ในบางกะเจ้าที่เราอยากรู้จัก อยากเล่นด้วย อยากรู้ว่าจะซ่อน (ตัวอยู่ตรงไหน) แอบอะไรไว้บ้าง และเราก็พบว่ามันคือป่าจากล้อมคาเฟ่ดีๆ นี่เอง

เดินเข้าอาณาเขตของ HiddenWoods ไป หางตาซ้ายจะกระตุกเหมือนถูกดูดให้เลี้ยวซ้ายก่อนเข้าไปเจอตัวคาเฟ่ ทางเดินนั้นมีป้ายปักไว้ว่าเป็นทางเข้าห้องน้ำ นึกภาพอุโมงค์ต้นจากที่มีไอน้ำพ่นตามทางจนเหมือนกับเดินทะลุหมอก ลูกจากลูกเบ้อเร่อและดอกจากสีเหลืองประดับแซมสองข้างทางแบบไม่ต้องไปซื้ออะไรมาแต่งก็สวยแล้ว

เป็นการต้อนรับขับสู้แขกในสไตล์ป่าแบบบางกะเจ้า (ที่เป็นพื้นที่น้ำกร่อยจนทำให้มีต้นจากมากมายในบริเวณนี้) เชื่อเถอะ ถึงตอนนี้ไม่ได้อยากเข้าห้องน้ำ แต่เธอก็ยังอยากเดินเข้าอุโมงค์จากนี้ คลิกเพื่ออ่านต่อเต็มๆ 

 

13.00 น.

จากคาเฟ่ HiddenWoods ถึงตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง

เดินออกจากคาเฟ่ตามทางมาเรื่อยๆ จะพาเราไปเจอกับสนามฟุตบอลเล็กๆ ของดาบผลเอฟซี ด้านหน้าเป็นเครื่องออกกำลังกายที่มีคุณลุงกำลังเล่นเครื่องเล่นอยู่ หันหลังให้คุณลุงกับเครื่องออกกำลังกายของคุณลุงจะเจอวิวที่สวยจนแทบหยุดหายใจและหยุดเดิน ตรงนี้คืออุโมงค์ไผ่ที่สวยจนตาค้าง เราค่อยๆ เดินเข้าไปจนได้ยินเสียงกรอบแกรบของใบไผ่ที่ร่วงลงมาปูเต็มพื้น เรายืนถ่ายรูป ยืนมองไผ่พักสายตากันสักพักก่อนลาออกมา

ไม่ไกลกันเราเจอดอกสุพรรณิการ์อยู่ที่พื้น มองขึ้นไปที่ต้นก็เจอว่าเริ่มโรยแล้ว เราเก็บมา 1 ดอกมาคีบไว้ที่มือเป็นเพื่อนร่วมทริปอีกคน ก่อนจะพกดอกสีเหลืองบานสวยแม้โรยจากต้นแล้วนี้ไปตลาดด้วยกัน

 

13.15 น.

ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง

ระยะทาง 900 เมตร

ระยะทางรวม 1.15 กิโลเมตร

ตลาดน้ำต้อนรับเราด้วยทองม้วนสดสารพัดสี ไม่ว่าจะบีตรูต อัญชัน ไปจนถึงมันม่วง แม่ค้าใจดีถามว่าเคยกินไหม พอบอกว่าไม่เคยแม่ค้าก็ตัดทองม้วนแบ่งสามให้เท่าสมาชิกร่วมทริปของเรา แล้วยื่นให้แบบรองด้วยใบตองจนสีตัดกันสวยจนไม่กล้ากินเลย ฮือ

“ระวังร้อนนะหนู ระวังๆ ค่อยๆ กิน” คุณป้าแม่ค้ากำชับ

ก่อนที่เราจะเดินไปซื้อหมู่ย่างตะไคร้และก็พบว่าพี่เขาก็จิ้มหมู 3 ชิ้นให้กินเช่นกัน เป็นหมูย่างที่นิ่มและหอมตะไคร้มากแบบแทรกเข้าไปในทุกอณู เอาละ ยังเดินไปไม่ถึงไหน ยังไม่ได้นั่งกินจริงจัง จะอิ่มกันแล้วเหรอ

เราตัดสินใจไม่แวะร้านไหนให้เขาแจกของให้ชิมอีกแล้วเดินไปกินข้าวกัน (เราจะตัดช่วงนี้ไปเพราะร้านที่เรากินไม่ค่อยอร่อย)

 

14.00 น.

จากตลาดน้ำบางน้ำผึ้งถึงครัวป้าไก่

เราเดินเข้าซอยยิ่งอำนวย หรือซอยบัวผึ้งพัฒนา 2 (ตามที่คุณลุงอาสาสมัครบอกไว้) ใน Google Maps บอกว่าจะเจอร้านป้าไก่ภายในราวๆ 2 กิโลเมตรจากนี้

เราตั้งใจกันว่าจะเดินชิลๆ ถึงจะชิลแต่ปริมาณของสิ่งที่เจอระหว่างทางนั้นก็มากมายจริงๆ ในซอยยิ่งอำนวยนั้นมีบ้านคน มีบ้านสวน และสวนที่ไม่มีบ้าน กินพื้นที่สลับกันไปในซอย การเดินไปเจอกับอะไรก็ไม่รู้ทำให้ตื่นตัวตลอดเวลา เราได้เห็นใบจากโค้งจากซ้ายไปขวาสะท้อนกับน้ำ เดินไปเจอกระจกมองทางโค้งตั้งอยู่เป็นเซต กระจกที่อดีตน่าจะเป็นสีแดง แต่ผ่านกาลเวลาก็เริ่มแดงซีดจนเป็นสีพาสเทลกลายเป็นสวยเฉยเลย

เห็นบ้านบางหลังมีทางเดินเป็นไม้แค่สองแผ่นยาวซึ่งพาไปเจอประตูที่ตั้งไว้ให้รู้ว่าเป็นบ้านคน แต่หลังประตูนั้นก็ยังเป็นสวนสวยที่มีท้องร่องสุดลูกหูลูกตาที่เราว่าน่ารัก

เดินไปอีกก็เจอพวงชมพูน่าเอ็นดูปูเต็มพื้นไปหมด เป็นความน่ารักอย่างเป็นธรรมชาติที่แท้จริงที่ช่วยให้สดชื่นทันทีที่มองเห็น เดินไปสักพักเราก็เจอศาลาไม้ให้นั่งเล่นอีก

เราเจอทุกอย่างยกเว้นร้านป้าไก่ ใช่ค่ะ เรามาตามหมุดที่ (ใครก็ไม่รู้) ปักไว้แล้วไม่เจอร้าน เรางงนิดหน่อย แต่พอออกจากจุดที่ควรจะเป็นร้าน (แต่กลับเป็นบ้านคนธรรมดา) ก็เจอกับเครื่องเล่นสีสดใส เครื่องเล่นที่มีอยู่แค่ 4 ประเภท แต่เล่นสนุกเฉยเลย เราเล่นออกกำลังขาทำไมไม่รู้ทั้งๆ ที่ก็ออกกำลังขามาได้อย่างต่ำก็ 3 กิโลเมตรแล้ว เพื่อนๆ จองเครื่องเล่นกันคนละอัน เราอยู่ที่นี่เป็น 10 นาที แล้วก็พบว่าตลอดทางที่เดินผ่านมาเราเจอจุดเครื่องเล่นออกกำลังกายราวๆ 3 จุด เป็นความชุมชนแข็งแรงที่สีสันสดใสที่แท้จริง

ก่อนที่จะเดินเข้าไปถามทางไปร้านป้าไก่จากบ้านที่ถูกปักหมุดว่าเป็นร้านป้านี่แหละ แล้วในที่สุดเราก็เจอ!

 

15.10 น.

ครัวป้าไก่

ระยะทาง 2.3 กิโลเมตร

ระยะทางรวม 3.45 กิโลเมตร

ป้าแต่งตัวร้านขนาดกะทัดรัดด้วยต้นไม้เขียวหลายต้น เราเดินดูลาดเลาอยู่นอกร้านไม่เท่าไรป้าไก่ก็กวักมือเรียกเข้าบ้าน (ป้าพูดว่าบ้านจริงๆ ไม่ได้เรียกว่าร้าน) พร้อมบอกว่าวันนี้มีน้ำชาดำเย็น กระเจี๊ยบ เก๊กฮวยที่ป้าต้มเอง แล้วยังมีเหล่าชานมที่ป้ามีไข่มุกใส่ให้ด้วยนะ (แต่วันนั้นป้ายังไม่ได้ต้ม เราเลยอดกิน) เราสั่งน้ำกับอาหารเป็นมื้อบ่ายมากินด้วยกัน แล้วก็รู้เลยว่าอาหารป้านี่นัวมาก กลมกล่อม เข้มข้น ผัดไทยคือจานเด็ดที่ต้องสั่ง เป็นแหล่งโอเอซิสของปากท้องจนพวกเราต้องไป Report หมุดเก่าแล้วปักหมุดใหม่ให้ป้า เรียบร้อยแล้วตอนนี้ ใครอยากไปหาป้า จิ้มลิงก์นี้ได้เลย https://goo.gl/maps/8oQftgZFjLH2

เราถามป้าไก่ว่าแถวนี้นอกจากร้านป้าแล้วมีอะไรกินเด็ดๆ ไหม ป้าเงียบไป สักพักลูกค้าป้าเดินเข้ามาที่ร้านแล้วก็มาบอกว่ามีร้านอาหารใกล้ๆ ลำพูบางกระสอบที่เรากำลังจะไป สรุปว่าป้าไก่อุตส่าห์โทร.ไปถามเพื่อนให้ เพื่อนป้าก็ใจดีเดินมาแนะนำด้วยตัวเอง วันนี้อิ่มน้ำใจมากกว่าอิ่มท้องอีกจ้า
 

ครัวป่าไก่
ถ.เพชรหึงษ์ 22 ต.บางน้ำผึ้ง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ
ร้านเปิดทุกวัน (ปิดวันจันทร์) เวลา 7.00-16.00 น.
โทร. 09-6934-8646

 

15.45 น.

จากครัวป้าไก่ถึงหมู่บ้านหิ่งห้อย ลำพูบางกระสอบ

ระยะทาง 900 เมตร

ระยะทางรวม 4.8 กิโลเมตร

เจ้าถิ่นทุกคนล้วนบอกว่าถ้าจะไปลำพูบางกระสอบให้ไปทาง อบต. บางกระสอบ เราเดินมาแป๊บเดียวก็เจอป้ายบอกทาง อบต. แล้ว รับรองว่าไม่มีหลง

ระหว่างทางตรงนี้จะเป็นเส้นทางจักรยานที่ตอนนั้นแทบไม่มีคนปั่นเลย (อาจเพราะว่าเราไปในช่วงที่อากาศของกรุงเทพฯ ไม่ค่อยดี คนเลยไม่อยากออกไปไหนกัน) การเดินในทางเดินจักรยานก็เป็นวิวที่สวยไปอีกแบบ เพราะจักรยานที่ว่าช้าแล้วเรายังช้ากว่า (ก็แน่สิ ฮ่าๆ) เราจะแวะพิงราว จะชะโงกหน้าดูดอกไม้ก็ได้ แถมยังมีไฟทางที่ทาสีเสาเป็นสีเขียวให้สวยตัดกับสีแดงเหลืองของราวทางจักรยานไปอีก (พี่วินฯ บอกว่าไฟนี้สว่างมากๆ เหมือนไฟถนนเลยละ) และไม่ไกลจาก อบต. เราก็เจอกับหมู่บ้านหิ่งห้อย

 

16.00 น.

หมู่บ้านหิ่งห้อย ลำพูบางกระสอบ

เราเข้าสู่หมู่บ้านหิ่งห้อย เส้นทางศึกษาธรรมชาติที่จะมองเห็นหิ่งห้อยได้ยามค่ำ ตอนแรกพี่สุกิจ (ผู้ก่อตั้งโครงการ) ก็เดินนำอยู่ดีๆ นั่นแหละ สักพักนินจี้และกริซลี่หมาของพี่สุกิจก็เดินนำเราลิ่วๆ จะบอกว่าเป็นไกด์อีก 2 ตัวก็คงไม่ผิด เพราะถึงให้ข้อมูลไม่ได้แต่ทั้งสองตัวก็นำทางไปชมแบบรู้ด้วยว่าจุดไหนคือไฮไลต์ ทุกที่ที่หยุดคือจุดที่สวยมาก เหมือนทั้งสองตัวจะรู้ว่ามุมไหนถ่ายแล้วสวย วิวเดี่ยวๆ ก็ว่าสวยแล้ว พอเอาตัว (หมา) เองไปแปะก็ยิ่งสวยแบบมีชีวิตชีวาเข้าไปใหญ่


“อากาศที่บางกะเจ้าจะหอบเอาออกซิเจนกลุ่มใหญ่ไป กทม. วันละ 6 ล้านตันเลยนะ เพราะฉะนั้นบางกะเจ้าถึงได้สำคัญมาก ผมถึงอยากให้ที่นี่มีน้ำที่ดี ตรงนี้นี่ที่โปรดของมันเลยละ” พี่สุกิจเล่าไปก็พาเราเดินไป จนกริซลี่ไปหยุดนอนอยู่ที่ท่าน้ำเล็กๆ นั่นแหละ พี่สุกิจก็หยุดตาม และประโยคสุดท้ายของเขาก็พูดถึงกริซลี่

ตรงนี้เป็นท่าน้ำเล็กที่มีเรือเล็กๆ ผูกอยู่ พี่สุกิจมีเรือไว้ใช้ดูแลริมน้ำ และทำกับดักขยะที่สร้างจากขวดน้ำพลาสติกจำนวนมากมามัดกันเป็นแพไว้กั้นขยะที่จะเข้ามาในเขตหมู่บ้าน

เพราะการดูแลอย่างดีพอๆ กับการปล่อยให้เป็นธรรมชาติ ทำให้ริมน้ำเล็กๆ นี้สวยแทบหยุดหายใจแม้ตอนเย็นๆ จนเราอดจินตนาการถึงตอนกลางคืนไม่ได้ว่าจะสวยระยิบระยับแค่ไหนถ้าแสงกะพริบของหิ่งห้อยสะท้อนกับน้ำในลำธารเล็กนี้

“ฤดูฝนหิ่งห้อยจะมาเยอะที่สุด ที่พื้นก็จะเป็นหนอนบนดินที่มีจุดเรืองแสง คือเรียกว่าเป็นดาวบนดินเลยละ” พี่สุกิจเล่าส่งเสริมจินตนาการเราเข้าไปอีก คลิกอ่านเรื่องราวของหมู่บ้านหิ่งห้อยต่อ 


17.30 น.

จากหมู่บ้านหิ่งห้อยถึงท่าเรือวัดบางน้ำผึ้ง เพื่อข้ามกลับไปท่าวัดบางนานอก

สรุปแล้วเราก็ไม่ได้ใช้บริการวินมอเตอร์ไซค์ของท่าตาเลื่อน เพราะพี่สุกิจโทร.เรียกวินฯ แถวนั้นให้เรา จังหวะที่ซ้อนมอเตอร์ไซค์ก็ได้เห็นภาพที่เคยเดินเท้ากันจากมา แฟลชแบ็กโหดมากๆ ในเวลาราวๆ 3 นาที (ประมาณ 4 กิโลเมตร) ตลอดทางนอกจากคุยกับพี่วินฯ แล้วก็ได้แต่ถามตัวเองว่าเราทำอะไรกันลงไป (ฮ่าๆ)

แต่เชื่อไหมว่าสมาชิกร่วมทริป (หญิงล้วน) ทุกคนไม่เหนื่อย ไม่เมื่อย ไม่ล้าเลยในการเดินเท้ากว่า 5 กิโลเมตรนี้ จะบอกว่าเพราะใจเราได้ก็อาจมีส่วน แต่ที่เหลือต้องยกความดีให้กับบางกะเจ้าที่อากาศดีจนไม่ต้องใส่มาสก์ ต้นไม้เยอะจนไม่ต้องกางร่ม มีลมเบาๆ พัดมาจนไม่อ้าว บรรยากาศดีจนไม่เบื่อ และสนุกดีจนอยากให้ชาวเราคนขี่จักรยานไม่เป็นมาลองด้วยกัน

มากกว่าการให้โลกรู้ว่าคนไม่ขี่จักรยานก็มาเที่ยวบางกะเจ้าได้ก็คือประสบการณ์เดินทางไกลแบบไม่มีไม้ง่าม มีแต่มิตรภาพจากคนแปลกหน้า และธรรมชาติเต็มข้างทางที่ให้สูดหายใจเข้าปอดได้เต็มที่อย่างที่คนกรุงฯ (และอีกหลายๆ จังหวัด) ทำไม่ได้มานานนี่แหละที่ทำให้วันนี้พิเศษ

ก่อนที่มาสก์จะถูกหยิบมาใส่อีกครั้งทันทีที่เรือเทียบท่าเข้ากรุงฯ


*เราแนะนำให้เดินเล่นที่บางกะเจ้าสัก 15.30 น. ขึ้นไปนะ แดดจะได้ไม่ร้อนมาก เตรียมหมวก พกถุงผ้า เตรียมกระติกน้ำใบย่อมมาให้พร้อม สวมรองเท้าที่ใส่เดินสบาย แล้วชวนเพื่อนที่พร้อมลุยกับเราสักหน่อย แค่นี้แหละบางกะเจ้าก็พร้อมรอเราไปเดินลัดเลาะแล้ว

 

ถ่ายภาพ: ดลนภา รามอินทรา