×

เที่ยวเยอรมนีแบบ Eat, Sleep, Repeat

ศุภิกา กมลนาวิน | Writer | 22 January 2018

ถ้าพูดถึงเมืองสวยๆ ของเยอรมนีเราอาจนึกถึงเมืองหลวงสุดเก๋อย่างเบอร์ลิน หรือจัตุรัสกลางเมืองยอดฮิตอย่างมารีนพลัทซ์ที่มิวนิก แต่จริงๆ แล้วยังมีเมืองเล็กๆ แสนสวยและเงียบสงบแอบซ่อนอยู่อีกมากมาย เมืองชนบทเหล่านี้ไม่ได้สวยงามโฉ่งฉ่างกระแทกตา แต่เป็นเมืองที่เราสามารถนั่งมองทิวทัศน์ สูดหายใจเข้าลึกๆ จนเต็มปอดแล้วยิ้มได้ทั้งวัน เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับภารกิจยิ่งใหญ่ของเรา คือการนอนกลิ้งไปมาและไม่ทำอะไรเลย

Boppard
บอพพาร์ดเป็นเมืองขนาดเล็กในแคว้นไรน์แลนด์-พาลาทิเนท ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศเยอรมนี ตั้งอยู่ในทำเลตรงกลางของโค้งแม่น้ำไรน์พอดี น่าจะเป็นเมืองที่เห็นวิวแม่น้ำได้ชัดเจนที่สุด แต่ด้วยความที่ภูมิประเทศของบอพพาร์ดเป็นป่าและภูเขาสูง แม่น้ำไรน์ซึ่งไหลคดเคี้ยวผ่านเมืองจึงถูกบดบังไปบ้างบางส่วน แต่นั่นกลับเป็นเสน่ห์ที่ทำให้เมืองชนบทแห่งนี้ดูน่าค้นหายิ่งขึ้นไปอีก

Eat: เพราะเป็นแหล่งปลูกองุ่นแหล่งใหญ่ของเยอรมนี แน่นอนว่าบอพพาร์ดต้องมีชื่อเสียงเรื่องไวน์ แต่นั่นไม่ได้แปลว่าอาหารของที่นี่จะน้อยหน้า สำหรับสายกินเราแนะนำให้มุ่งหน้าไปดื่มด่ำอาหารจากวัตถุดิบท้องถิ่นที่ Landgasthof Eiserner Ritter (www.eiserner-ritter.de) ร้านอาหารเชิดหน้าชูตาของเมืองนี้ ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นโรงแรมเล็กๆ แต่ไปๆ มาๆ ร้านอาหารกลับโด่งดังแซงหน้าโรงแรมไปเสียนี่ เมนูอาหารของที่นี่จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามวัตถุดิบในฤดูกาลนั้นๆ และตามอารมณ์ของเชฟ แต่ที่แน่ๆ เชฟทำเนื้อสัตว์ได้นุ่มละลายในปากและหอมอร่อยจนเก็บไปฝันถึงเลยทีเดียว

Stay: ความเก๋ของเมืองริมแม่น้ำอย่างบอพพาร์ดอยู่ที่การมีที่พักสวยๆ เรียงรายอยู่ริมชายฝั่ง ซึ่งมีทั้งโรงแรมเล็กๆ น่ารักในราคาหลักพันต้นๆ แต่วิวหลักล้าน ไปจนถึงปราสาทหรูหราบนภูเขาริมแม่น้ำที่ได้รับการดัดแปลงให้เป็นโรงแรมรองรับนักท่องเที่ยว แต่ไม่ว่าคุณจะมีงบน้อยหรืองบมากสำหรับการกลิ้งตัวไปมาบนเตียง สิ่งที่อยากให้ทำที่สุดคือเปิดหน้าต่างรับอากาศบริสุทธิ์ แล้วโบกมือให้กับนักท่องเที่ยวบนเรือล่องแม่น้ำที่ผ่านไปผ่านมาตลอดทั้งวัน หรือหากนึกสนุกอยากล่องเรือชมแม่น้ำไรน์บ้างก็ไม่มีปัญหา เพราะมีเรือครูสหลายเจ้าที่ให้เราขึ้นเรือเริ่มต้นการทัวร์แม่น้ำที่บอพพาร์ดนี่เอง

Highlight: แม้ว่าการใช้พลังงานอย่างหนักหน่วงจะไม่ใช่ทางของเรา แต่อยากให้ลองเดินเล่นรอบๆ เมืองดูบ้าง ป่าไม้ที่แสนอุดมสมบูรณ์ของบอพพาร์ดมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในแคว้น จึงทำให้เมืองเล็กๆ แห่งนี้กลายเป็นจุดหมายของนักเทรกกิ้งมากมาย เส้นทางการเทรกกิ้งของบอพพาร์ดจะเริ่มต้นจากตีนเขา ลัดเลาะไปตามไร่องุ่นที่นิยมปลูกกันตามไหล่เขาเลียบแม่น้ำไรน์ แล้วมักจบที่จุดชมวิวแสนสวยบนยอดเขา แต่หากร่างกายใครไม่อำนวยและไม่กลัวความสูง เราสามารถไปยังจุดชมวิวเดียวกันโดยใช้บริการกระเช้าขึ้นเขา (Chairlift) ที่จริงๆ แล้วรูปร่างเหมือนเก้าอี้ม้านั่งในสวนมากกว่า แล้วชิงตัดหน้าไปนั่งจิบช็อกโกแลตร้อนที่ร้านอาหารบนยอดเขาก่อนเหล่านักเทรกกิ้งจะมาถึงก็ยังได้

Radebeul
ราเดอบอยล์เป็นย่านชานเมืองของเมืองหลวงเก่าที่งามจับใจอย่างเดรสเดิน (Dresden) แต่นักเดินทางมักมองข้าม เพราะทุกคนพยายามจะเข้าใกล้เดรสเดินที่สุดเท่าที่จะทำได้ ราเดอบอยล์จึงกลายเป็นเมืองพักอาศัยเงียบๆ ที่ห่างไกลจากความวุ่นวายและเหมาะแก่การพักผ่อน แต่หากอยากไปชื่นชมศิลปะและสถาปัตยกรรมที่งดงามของพระราชวังซวิงเงอร์ก็สามารถนั่งรถรางเข้าไปในเดรสเดินได้โดยใช้เวลาแค่ 30-40 นาทีเท่านั้น

Eat: ร้านอาหารในราเดอบอยล์ถูกใจสายกินอย่างเราเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นร้านแบบบ้านๆ และราคาไม่แพงนักเมื่อเทียบกับร้านอาหารหรูหราที่ใจกลางเดรสเดิน วัตถุดิบที่ใช้ประกอบอาหารเป็นวัตถุดิบที่หาได้จากตลาดในแต่ละวัน ซึ่งแน่นอนว่าต้องเป็นผักผลไม้ตามฤดูกาลที่ราคาไม่แพงและอยู่ในช่วงเวลาที่กำลังอร่อยที่สุด แนะนำ Gasthaus & Pension Zu den Linden สำหรับอาหารเยอรมันง่ายๆ แต่จานใหญ่ยักษ์ สั่งมาจานเดียวแทบจะแชร์กันได้สี่คน และ Il Faro de Salvatore สำหรับพาสตาผัดน้ำมันมะกอกหอมๆ และพิซซ่ากรอบๆ ที่มีคุณลุงเจ้าของร้านชาวอิตาเลียนเดินทักทายลูกค้าทุกโต๊ะ

Stay: เราชอบคอนเซปต์ของโรงแรมซึ่งดัดแปลงมาจากวิลล่าโบราณอย่าง Hotel Villa Sorgenfrei (www.hotel-villa-sorgenfrei.de) เป็นพิเศษ เพราะเขาเน้นเรื่องการพักผ่อนจริงๆ โดยเชื่อว่าลักชัวรีที่แท้จริงหาใช่การเช็กอินเข้าพักในโรงแรมหรูหราแพงระยับ แต่กลับเป็นการได้ใช้เวลาอย่างมีคุณค่าและมีความสุขท่ามกลางธรรมชาติ แขกที่มาพักที่นี่จึงได้รับการสปอยล์ด้วยความสงบเงียบและความอิสระ อะไรที่แขกต้องการ พนักงานจะกระวีกระวาดหามาให้จนได้ แถมสภาพแวดล้อมของโรงแรมก็ได้รับการจัดวางให้ตรงตามคอนเซปต์ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสวนสวยและน้ำพุ หรือทางเดินที่เชื่อมไปไร่ไวน์ในละแวกนั้น ตลอดจนตึกแสนสวยที่ได้รับการดูแลอย่างดีพร้อมเครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน สบายเสียจนอาจลืมไปเที่ยวเดรสเดินเลยด้วยซ้ำ

"ราเดอบอยล์" เมืองพักอาศัยเงียบๆ ที่ห่างไกลจากความวุ่นวายและเหมาะแก่การพักผ่อน

Highlight: เยื้องไปทางตอนเหนือของราเดอบอยล์มีปราสาท Schloss Moritzburg แสนสวย ซึ่งเคยเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องซินเดอเรลล่า จึงยังมีรถม้าของเจ้าหญิงวางโชว์อยู่ภายในปราสาท อันที่จริงข้างในปราสาทก็ไม่เท่าไร แต่ที่สวยจนตะลึงคือทะเลสาบขนาดยักษ์ที่น้ำใสนิ่งราวกับกระจก และป่ากว้างใหญ่สำหรับล่าสัตว์ที่ล้อมรอบปราสาทอยู่ หากอยากซึมซับบรรยากาศแสนสงบนานกว่านี้ก็สามารถเช่าบ้านพักอยู่ในปราสาทได้ โดยมีให้เลือกตั้งแต่ห้องสองคนไปจนถึงบ้านสองชั้นอยู่ได้เป็นครอบครัว ลองดูรายละเอียดที่ www.schloss-moritzburg.de/en/accomodation

Frankenau 
บางทีเราก็แอบตะขิดตะขวงใจที่จะเรียกฟรังเคอเนาว่า “เมือง” เพราะอันที่จริงถ้าลองเปิดหาเมืองนี้ในกูเกิลแมปส์จะพบว่ามีแต่ป่าสีเขียวเต็มไปหมด ถนนเส้นเล็กๆ ที่นำเข้าสู่ใจกลางเมืองคดเคี้ยวผ่านบ้านชนบทเล็กๆ น่ารักและทุ่งนาไร้ผู้คนที่เต็มไปด้วยวัว ม้า และไก่งวง หมอกหนาลงปกคลุมทำให้มองอะไรแทบไม่เห็น แต่นั่นทำให้เมืองขนาดจิ๋วที่มีประชากรเพียงสองพันกว่าคนในแคว้นเฮสเซอนี้เหมาะเป็นจุดหมายสำหรับการพักผ่อนและกลิ้งไปมาของเราที่สุด

Eat: ด้วยความที่เมืองจิ๋วขนาดนี้คงต้องบอกตรงๆ ว่าอาหารการกินที่ฟรังเคอเนาอุดมสมบูรณ์น้อยกว่าที่อื่นๆ เราจึงขี้โกงด้วยการเดินทางไปเมืองข้างๆ ที่ใหญ่กว่าอย่างฟรังเคนแบร์ก (Frankenberg) ซึ่งทุกๆ วันเสาร์จะมีตลาดออกร้าน โดยผู้หญิงในเมืองจะนำอาหารและขนมที่ทำเองอย่างขนมปัง แยมผลไม้ต่างๆ ลูกกวาดรสน้ำผึ้ง ไปจนถึงฮอตด็อกและเบเกอรี่อื่นๆ มาขายในศาลากลางเมือง โดยมีเก้าอี้ให้นั่งรับประทานด้วย ส่วนศาลากลางเมืองที่ว่านี้ยังเป็นความภาคภูมิใจของเมือง เพราะเป็นสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่โครงสร้างทำจากไม้อายุร้อยๆ ปีอีกด้วย

Stay: ลึกเข้าไปใกล้เขตป่าสงวนของเมืองฟรังเคอเนา โรงสีข้าวเก่าได้รับการปรับโฉมให้เป็นโรงแรมสไตล์คันทรีแสนอบอุ่นชื่อ Landhaus Bärenmühle (www.baerenmuehle.de) ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนไปค้างบ้านเพื่อนมากกว่าอยู่โรงแรม เพราะห้องพักแต่ละห้องตกแต่งไม่เหมือนกันเลย นอกจากจะห้อมล้อมด้วยป่าและภูเขาแล้ว Landhaus Bärenmühle ยังมีสวนหลังบ้านของตัวเองที่มีบึงเล็กๆ สองแห่งและลำธารขนาดจิ๋วที่มีน้ำใสเย็นเจี๊ยบอยู่ข้างสวน ทุ่งหญ้าข้างๆ โรงแรมเป็นบริเวณสำหรับเลี้ยงวัว จึงไม่แปลกที่อาจจะได้ยินเสียงวัวในตอนเช้าและบ่าย เราสามารถนอนฟังความเงียบบนเก้าอี้ที่เขาจัดเตรียมไว้ให้ข้างบึง หรือจะนอนซุกตัวใต้ผ้าห่มอุ่นๆ ในห้องตัวเองแล้วเปิดหน้าต่างฟังเสียงนกร้องและเสียงกระดิ่งวัวก็ได้

Highlight: แม้ว่าในฟรังเคอเนาจะสงบเงียบและไม่มีอะไรให้ตื่นตามากนัก แต่ด้วยที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้เมืองสวยๆ หลายแห่งทำให้เดินทางเที่ยวได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นสปาธรรมชาติ (Quellen Therme) ที่เมืองไรน์ฮาดส์เฮาเซิน (Reinhardshausen) ชมปราสาท Schloss Friedrichstein ที่เมืองบัดวิลดุงเงิน (Bad Wildungen) หรือไปเที่ยวทะเลสาบแสนสวยอย่าง Edersee ที่เมืองวัลเดค (Waldeck) ก็ได้