×

ออสโล...เมืองศิลปะ สถาปัตย์ และลมหนาว

ปัญญา ลีลาสุนทรกุล | Features Editor | 06 April 2019

จบไปแล้วสำหรับการเดินทางเยือน 2 เมืองหลวงสำคัญของสแกนดิเนเวียอย่างเมืองสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน และเมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก แต่อย่างที่รู้กันว่าถ้าไปเหล่าเมืองนี้แล้วไม่ไปเที่ยว “ออสโล (Oslo)” เมืองหลวงของนอร์เวย์ต่อ ต้องถูกปรามาสว่ามาไม่ถึงสแกนดิเนเวียแน่ๆ ว่าแล้วออกเดินทางไปออสโลกันต่อเลยแล้วกัน

เราเริ่มต้นเดินทางจากโคเปนเฮเกนด้วยการล่องเรือสำราญขนาดใหญ่ Crown Seaways ในช่วงเย็นวันหนึ่งเพื่อจะไปถึงออสโลในเช้าตรู่ของวันถัดไป แม้นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เลือกเดินทางด้วยสายการบินภายในประเทศ แต่ถ้าอยากได้ประสบการณ์แปลกใหม่ควรล่องเรือไปเรื่อยๆ ดูบ้าง อย่างน้อยก็ไม่ต้องเร่งรีบกับการเที่ยวจนเกินไป แถมยังได้ดื่มด่ำบรรยากาศสนุกสนานของผู้คนแถบนี้ที่เลือกเดินทางด้วยเรือข้ามเมือง พร้อมอิ่มเอมในอาหาร เครื่องดื่ม เสียงเพลง และการชอปปิงปลอดภาษีแบบไม่อั้นอีกต่างหาก

ระหว่างเรือแล่นบนทะเลอันเย็นยะเยือกไปเรื่อยๆ เราเลยหาข้อมูลสถานที่น่าสนใจของออสโลกันสักหน่อย อ่านไปอ่านมาก็พบประวัติของเมืองออสโลที่น่าสนใจมาก ว่ากันว่าในช่วงยุคกลางเมืองนี้ตั้งอยู่บนทำเลที่เรียกว่า Bjørvika และเรียกกันว่าออสโลแบบเดียวกับในปัจจุบัน แต่หลังจากเกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ใน ค.ศ. 1624 กษัตริย์คริสเตียนที่ 4 ตัดสินพระทัยบูรณะเมืองนี้ขึ้นมาใหม่ในพื้นที่ด้านล่างป้อมปราการอาเคอร์ชูส และเปลี่ยนชื่อเมืองเป็น Christiania จนเวลาผ่านไปถึง ค.ศ. 1877 การออกชื่อเมืองก็ผันเปลี่ยนไปเป็น Kristiania แล้วผู้คนก็เรียกขานกันเรื่อยมาจนถึง ค.ศ. 1925 หลังจากนั้นมีการเปลี่ยนชื่อเมืองกลับมาเรียก Oslo ตามเดิม ที่สำคัญออสโลเคยเป็นอาณาเขตของเดนมาร์กมาก่อนด้วยนะ แต่มีการทำสงครามกับสวีเดนแล้วพ่ายแพ้จึงจำใจยกเมืองนี้ให้กับสวีเดนแล้วผนึกรวมกันเป็นอาณาจักรเดียวกัน ทว่าในเวลาต่อมาสวีเดนประกาศสงครามกับฟินแลนด์ แต่นอร์เวย์ไม่เห็นด้วย จึงเป็นเหตุให้แยกตัวออกจากกันในที่สุด



จากเรื่องราวนี้เอง เมื่อมาถึงออสโลและเก็บข้าวของเรียบร้อยแล้วเราจึงเริ่มต้นทริปด้วยการเยือน Vigeland Sculpture Park หนึ่งในสถานที่สำคัญของการเฉลิมฉลองการแยกตัวของนอร์เวย์ นอกจากเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่แล้วแต่ละจุดภายในสวนยังประดับประดารูปปั้นสัมฤทธิ์ของศิลปินนามว่า Gustav Vigeland ไปทั่วถึง 212 ชิ้น โดยแต่ละชิ้นบอกเล่าอากัปกิริยาและอารมณ์ของผู้คนที่แตกต่างกัน บ้างก็ครุ่นคิด บ้างก็ร่าเริง บ้างก็เกรี้ยวโกรธ



แต่ไฮไลต์อยู่ที่ Monolith เสาหินกลางสวนที่สูงชะลูดถึง 14.12 เมตร ด้วยขนาดมหึมานี้เองเขาจึงใช้เวลาสร้างถึง 13 ปีเต็ม บนเสาหินประกอบด้วยผู้คนกำลังโอบรัดปีนป่าย 121 คน เพื่อแสดงออกถึงความปรารถนาของมนุษย์ในการเข้าถึงพระเจ้าของพวกเขา
 



เมื่อได้เห็นผลงานทั้งหมดด้วยตาตัวเองแล้วก็อดชื่นชมในฝีมือของศิลปินท่านนี้ไม่ได้จริงๆ ไม่เพียงงานปั้นแต่ละชิ้นจะสะท้อนอารมณ์ของผู้คนได้อย่างถ่องแท้ แต่ยังชวนให้คิดถึงตัวเองในโมเมนต์ต่างๆ เลยไปถึงฝีมือในการปั้นและแกะสลักของศิลปินเหลือเกิน การันตีเลยว่าสวนแห่งนี้เป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่ดีเยี่ยม ถ้ามีโอกาสมาออสโลต้องแวะมาให้ได้



ต่อจากนั้นเรามุ่งหน้าไปยังสถานที่ประวัติศาสตร์อีกแห่งที่รู้จักกันในชื่อ Holmenkollen Ski Jump ใช่แล้ว...ที่นี่เป็นหนึ่งในสถานที่แข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว ประเภท “สกีกระโดดไกล” แต่อีกสถานะที่คนทั้งโลกจดจำคืองานสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นของนอร์เวย์ สร้างจากเหล็กถึง 10,000 ตัน และอยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 425 เมตร ด้วยเส้นสายโค้งเว้าและงามสง่าของเหล็กกล้าที่ประกอบเข้าด้วยกันจึงทำให้กลายเป็นที่ชื่นชอบของคนชอบงานดีไซน์โดยเฉพาะ

เรามาที่นี่ไม่ใช่แค่ดูโครงสร้างอันสวยงามเท่านั้น แต่มาเพื่อเล่นเลื่อนหิมะบนภูเขาที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลกัน ระหว่างทางแวะลิ้มลองอาหารนอร์เวย์ที่ร้านเก่าแก่ Kafe Seterstua ซึ่งเปิดให้บริการมาตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ว่ากันว่าวัตถุดิบของร้านนี้ส่วนหนึ่งมาจากการล่าสัตว์ที่เปิดให้ล่ากันอย่างถูกกฎหมาย ดังนั้นวัตถุดิบจึงสดใหม่และมีความหลากหลาย สำหรับเมนูเด็ดของที่นี่คือสเต๊กเนื้อกวาง มีตบอล และแซนด์วิชสไตล์นอร์เวย์แท้ๆ



เมื่ออิ่มท้องแล้ว ด้านข้างของร้านอาหารมีร้านเช่าเลื่อนหิมะ เราเช่าและสวมอุปกรณ์พร้อมเรียนรู้วิธีการบังคับเลื่อนจากเจ้าของร้าน เขาบรีฟทุกอย่างจบลงภายใน 5 นาที ประมาณว่าถ้าอยากไปทางซ้ายให้ดึงเชือกของเลื่อนหิมะไปทางซ้าย ถ้าอยากไปทางขวาให้ดึงเชือกของเลื่อนหิมะไปทางขวา เมื่อต้องการหยุดให้ใช้เท้าสองข้างลากลงกับหิมะเท่านั้นเอง



เราเริ่มสตาร์ตกันที่ Korketrekkren เส้นทางเป็นทางโค้งลดระดับลงไปเรื่อยๆ พอไหลลงไปเท่านั้นแหละ ความสนุกก็เริ่มต้นไปพร้อมๆ กับความเร็วของเลื่อนหิมะที่ฝ่าอากาศหนาวยะเยือก หิมะนุ่มๆ และทิวทัศน์ขาวโพลนที่หาในเมืองร้อนบ้านเราไม่ได้ แถมต้องลุ้นสุดๆ เพราะตลอดเส้นทาง 2 กิโลเมตรไม่รู้เลยว่าจะเจอกับอะไรบ้าง เดี๋ยวโค้งซ้ายก็ปรากฏขึ้นมา พอไถลไปอีกนิดโค้งขวาโผล่มาอีก เดี๋ยวก็มีทางลาดไหลลงไปเลย แล้วถ้าตัดสินใจบังคับเลื่อนหิมะไม่ทันก็จะได้คะมำบนกองหิมะหนาๆ นุ่มๆ แบบที่เราเจอมาแล้ว นี่ละความสนุกที่ได้เจอ

เมื่อเล่นเสร็จแล้วเรากลับเข้าเมืองมาเดินถนนสายอาร์ตหรือสตรีตอาร์ตในย่านที่เรียกว่า Grünerløkka แต่งานอาร์ตชิ้นเด็ดๆ จะอยู่ทางเลียบแม่น้ำ Akerselva ตั้งแต่ตลาดสด Mathallen จนมาถึงโบสถ์ Kulturkirken Jakob สาเหตุที่ทำให้ย่านนี้เต็มไปด้วยงานศิลปะเก๋ๆ เพราะแถวนี้เป็นดงมหาวิทยาลัยและอาร์ตแกลเลอรีซึ่งเชื่อมต่อกับดงบาร์เก๋ๆ ที่อยู่ใกล้กัน สำหรับเส้นทางนี้ระยะทางประมาณครึ่งกิโลเมตรเท่านั้นเอง



ไม่รอช้า ไกด์ท้องถิ่นพาเดินสำรวจบาร์ดีๆ ต่อทันที แต่ในบรรดาบาร์ทั้งหมดเราอยากแนะนำให้ไป Himkok เนื่องจากเป็น 1 ใน 50 บาร์ที่ดีที่สุดในโลกจากการจัดอันดับของนิตยสาร Drinks International ไม่เพียงมีเครื่องดื่มเด็ดๆ ให้ลิ้มลองเท่านั้น แต่บรรยากาศและการตกแต่งยังชวนให้น่าเข้าเหลือเกิน ด้านนอกดูเหมือนอาคารทั่วๆ ไป มีเพียงสัญลักษณ์ HS และเลขที่บ้าน 27 ติดอยู่เท่านั้น แต่พอเปิดประตูเข้าไปเท่านั้นแหละ จะรู้เลยว่านี่คือฐานทัพลับสำหรับนักดื่มตัวจริง ข้างในร้านมีหลายโซน ทั้งชั้น 1 และชั้น 2 แต่ละจุดมีมิกโซโลจิสต์มือดีพร้อมชงเครื่องดื่มเด็ดๆ ให้ได้ดริงก์ตลอดทั้งคืน

วันต่อมาเราสำรวจเมืองออสโลส่วนที่เหลือกันต่อ เพียงแต่วันนี้เราใช้บัตร Oslo Pass สำหรับเดินทางในระบบขนส่งทั้งหมดของเมืองนี้ และเข้าพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ฟรีอีกต่างหาก โดยเราซื้อแบบเหมาระยะเวลา 1 วัน แต่ถ้าใครอยากได้ระยะเวลานานกว่านี้ก็มีแพ็กเกจให้เลือกอย่างหลากหลาย

เราเริ่มต้นด้วยการชมสถาปัตยกรรมชิ้นเอกของเมืองอย่าง Oslo Opera House ที่ตั้งอยู่บริเวณปากอ่าวใจกลางเมืองหลวง สถานที่แห่งนี้ตั้งใจสร้างให้เป็นสถานที่สำหรับจัดแสดงดนตรี แต่ด้วยทำเลและการตีความงานออกแบบของสถาปนิกยุคใหม่มักเน้นความโมเดิร์นไปพร้อมๆ กับการใช้งานอย่างหลากหลาย ทำให้ทีมออกแบบของ Snøhetta เลือกรูปร่างของภูเขาน้ำแข็งที่เอียงกระเท่เร่เป็นทรงสามเหลี่ยมมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบอาคารสำคัญแห่งนี้

ทั้งยังออกแบบให้หลังคากลายเป็นจุดชมเมืองด้วยการเดินเท้าขึ้นไปเรื่อยๆ ยิ่งเดินยิ่งเห็นเมืองในมุมใหม่แบบพาโนรามา แถมตอนนี้เดินขึ้นไปแล้วยังได้เห็นอาคาร Munch Museum หลังใหม่ซึ่งจะเปิดตัวในปีหน้า และตอนนี้มีการทยอยขนย้ายงานของศิลปินชื่อดัง เอ็ดวาร์ด มุงค์ (Edvard Munch) จากพิพิธภัณฑ์ Nasjonalgalleriet และ Munchmuseet เข้าไปเตรียมการ นอกจากนั้นยังได้เห็นปากอ่าวของเมืองอันสวยงาม และอีกด้านเห็นย่านธุรกิจที่มีตึกสูงเสียดฟ้าเต็มไปหมด ด้วยการออกแบบอันโดดเด่นไม่เหมือนใครจึงทำให้ Oslo Opera House ได้รับรางวัลออกแบบระดับโลกมากมาย

อยากย้ำอีกครั้งว่าสายการบินไทยมีเที่ยวบินตรงมายัง 3 เมืองใหญ่ของสแกนดิเนเวียทั้งสตอกโฮล์ม โคเปนเฮเกน และออสโล ซึ่งช่วยให้วางแผนเดินทางได้ง่ายขึ้น

ไหนๆ ก็พูดถึงศิลปิน “มุงค์” แล้ว เราเลยนั่งรถไฟใต้ดินไปยังพิพิธภัณฑ์ Munchmuseet กันต่อ โดยนั่งรถไฟไปลงสถานี Tøyen (T-bane) และเดินต่ออีกนิดเดียวเท่านั้นเอง ทว่างานศิลปะที่จัดแสดงที่นี่มีไม่มากนักเนื่องจากผลงานส่วนใหญ่กำลังขนย้ายไปสถานที่แห่งใหม่



แต่ถึงอย่างนั้นก็ได้ซึมซับความสวยงามของศิลปะและการตีความของมุงค์ ซึ่งผลงานหลายชิ้นของเขาได้รับอิทธิพลทั้งแนวอิมเพรสชันนิสม์และโพสต์อิมเพรสชันนิสม์จากศิลปินชื่อก้องโลกในสมัยที่เขาอาศัยอยู่ในปารีสนานหลายปี เห็นได้ชัดจากสีสันฉูดฉาด ฝีแปรงตวัดไปมา ความคมชัดที่ไม่เหมือนงานยุคสมัยก่อน ซึ่งทำให้งานของเขาโดดเด่นไม่เหมือนใคร

อิ่มเอมกับงานร่วมสมัยแล้วไปเสพงานจากศิลปินนอร์เวย์สมัยใหม่สุดๆ กันต่อที่ Astrup Fearnley Museum of Modern Art ตั้งอยู่ในโซนเมืองใหม่ อาคารหลังนี้ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกชาวอิตาเลียน Renzo Piano รูปทรงของอาคารได้รับแรงบันดาลใจจากใบเรือที่รับแรงลมเพื่อให้เรือแล่นไปข้างหน้า ทั้งยังกลมกลืนกับท่าจอดเรือยอชต์ด้านหน้าอีกด้วย ในช่วงที่เราไปเยือนมีการจัดแสดงผลงานของศิลปินรุ่นใหม่ภายใต้คอนเซปต์ Sun and Spring in January ซึ่งต้องอาศัยการตีความและละเลียดดูผลงานของศิลปินกันพอสมควร แต่ถ้าคุณเป็นคนชอบศิลปะ เวลาเป็นชั่วโมงๆ ก็คงไม่เท่าไรหรอก





สถานที่สุดท้ายของทริปจบลงที่ Nobel Peace Center ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากแกลเลอรี เดินเพียง 10 นาทีก็ถึงแล้ว พื้นที่ของอาคารแห่งนี้แบ่งออกเป็น 2 โซน ชั้นล่างเป็นสถานที่จัดนิทรรศการหมุนเวียน ร้านหนังสือ และคาเฟ่ ซึ่งตอนนี้กำลังจัดแสดงภาพชุด “Tell the world about us” จากฝีมือการถ่ายภาพของช่างภาพ Rune Eraker ที่บอกเล่าเรื่องราวของคนตัวเล็กตัวน้อยที่เผชิญปัญหาต่างๆ ทั่วทุกมุมโลก ส่วนชั้นบนเป็นหอจดหมายเหตุที่รวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพตั้งแต่ที่มาที่ไป ผู้รับรางวัลในแต่ละปี อีกทั้งถ่ายทอดเรื่องราวของผู้รับรางวัลในปีล่าสุด ทำให้คนที่เข้ามาเยือนตระหนักถึงความสำคัญของสันติภาพที่ควรมีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน 



 
เราเดินทางกลับเมืองไทยด้วยชั้นธุรกิจ สายการบินไทย ซึ่งไม่เพียงที่นั่งที่ให้ความรู้สึกสบายด้วยการปรับนอนได้เท่านั้น แต่บริการและคำทักทายจากพนักงานการบินไทยทำให้รู้สึกเหมือนกลับถึงบ้านตั้งแต่ขึ้นเครื่องกันเลยทีเดียว เป็นความรู้สึกที่หาจากที่อื่นไม่ได้ แถมตบท้ายด้วยอาหารไทยรสชาติกลมกล่อมที่ช่วยเปลี่ยนโหมดจากอาหารฝรั่งที่กินติดกันมานานหลายวันได้เป็นอย่างดี 

 



อยากย้ำอีกครั้งว่าสายการบินไทยมีเที่ยวบินตรงมายัง 3 เมืองใหญ่ของสแกนดิเนเวียทั้งสตอกโฮล์ม โคเปนเฮเกน และออสโล ซึ่งช่วยให้วางแผนเดินทางได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะคนที่คิดว่าจะลงอีกเมืองแล้วกลับอีกเมือง ไม่ต้องวกไปวนมาให้ปวดหัว ลากกระเป๋าให้เหนื่อย นี่แหละความสบายต่างกันของการบินไทย 

 

ทุกวันนี้สายการบินไทยมีไฟลต์บินตรงถึงออสโลถี่มากๆ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

flights.thaiairways.com/th-th/เที่ยวบิน-ไป-ออสโล (ภาษาไทย)
flights.thaiairways.com/en-th/flights-to-oslo (ภาษาอังกฤษ)


ขอขอบคุณ: การบินไทย