×

หน่ำเฮงหลี...สภากาแฟ 70 (ปี) ยังเจ๋งแห่งย่านหลานหลวง

สราลี อุรุพงศา | Editorial Manager | 19 April 2019



“เมื่อก่อนเขามานั่งกินชา กินกาแฟ มาขลุกตัวสังสรรค์กันทั้งวันน่ะ ใครว่างก็มา เหมือนสภากาแฟ เคยได้ยินคำนี้ไหม แต่คนที่ไปเขียนในไอจีนี่ส่วนใหญ่เขาเป็นคนรุ่นใหม่ใช่ไหมล่ะ พอมากินร้านเรา มากินขนมปัง กินไข่ลวก เขาก็ไปเขียนว่าเป็น Breakfast คือเราก็ไม่รู้นะ เพียงแต่ว่าร้านเรามันไม่ใช่ คนสมัยก่อนเขากินข้าวเช้ากันที่บ้าน แต่ร้านเรากินได้ทั้งวัน ตั้งแต่หกโมงเช้า พอสี่โมงเย็นก็ปิด แต่ถ้าวันไหนคนน้อยอยากปิดเร็วเราก็ปิดนะ (หัวเราะ)”

เป็นประโยคที่เราจำได้แม่นจากปากของคุณป้าหนึ่งในเจ้าของร้านหน่ำเฮงหลีที่บอกเราด้วยน้ำเสียงเหมือนอยากระบายให้ใครสักคนฟังถึงเรื่องราวของร้านตัวเอง

การคุยกับคุณป้าสามพี่น้องเจ้าของร้านหน่ำเฮงหลี (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม) ในสายๆ ของวันหนึ่งนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ไม่ง่ายนัก วันนั้นลูกค้ามีเพียงเราหนึ่งโต๊ะถ้วน คุณป้าคนหนึ่งชงชา ปิ้งขนมปังให้เรา คุณป้าอีกคนยกข้าวและกับข้าวของตัวเองมานั่งกินอีกโต๊ะไม่ไกลจากเรา คุณป้าอีกคนเพิ่งกลับมาจากข้างนอกร้าน บรรยากาศของหน่ำเฮงหลีเลยไม่เหมือนร้านกาแฟที่เราเคยไปกิน แต่เหมือนมาเยี่ยมญาติผู้ใหญ่ที่ไม่ค่อยสนิทกัน ต้องอาศัยเวลา ต้องปรับจูนสปีดการคุย ต้องสบตาและขออนุญาตเข้าไปรู้จักโลกของเขา และจากที่นั่งกันคนละโต๊ะเราก็เริ่มย้ายไปอยู่โต๊ะเดียวกับคุณป้าที่รับประทานมื้อสายของตัวเองอยู่

หนึ่งชั่วโมงครึ่งผ่านไป คุณป้าที่เพิ่งกลับมาก็นั่งลงคุยด้วย และเราก็พบว่าคุณป้าเป็นหนอนหนังสือตัวยง คุณป้าที่วางมือจากการทำอาหารก็ขยับเก้าอี้เข้าสู่องศาที่มองตากันได้ แถมยังชวนคุยเรื่องโลกออนไลน์ด้วยภาษาที่ทันสมัย และก่อนจากเรายังได้รับหนังสือที่คุณป้าหนึ่งในนั้น (ที่เคยทำงานในกองบรรณาธิการหนังสือวิทยาศาสตร์) รื้อมาให้จากใต้บันได

“เอากลับบ้านไปอ่านสิ เล่มนี้ดีนะ ภาษาดี เขียนไม่ผิด เดี๋ยวนี้หายากแล้วที่ใส่ใจเรื่องภาษาน่ะ” คุณป้าบอกหลังจากยื่นหนังสือให้เรา

จังหวะนั้นเราเข้าใจคำว่า “สภากาแฟ” ที่คุณป้าทั้งสามบอก ร้านที่เราไม่ได้แค่กินขนมปัง ชา กาแฟที่ถูกปาก แต่คือการล้อมวงที่เปิดใจและรับเราเข้าไปในบทสนทนาที่ถูกคอ

และต่อจากนี้คือเรื่องเล่าจากคุณป้าทั้งสาม ที่ทุกตัวอักษรจะสามารถบอกได้ว่าทำไมหน่ำเฮงหลียังยืนอยู่ด้วยเสน่ห์เต็มเปี่ยมมาได้ถึง 70 ปี

 

สภากาแฟโต๊ะกลมแบบหน่ำเฮงหลี

“ไม่มีสตางค์จ้าง ทำกันเองนี่แหละ” คุณป้าตอบทันทีที่เราถามว่าทำร้านกันแค่สามพี่น้องนี่ใช่ไหม พอรู้คำตอบปุ๊บเราจึงขอให้คุณป้าเล่าย้อนไปถึงธุรกิจของครอบครัวตัวเองเสียหน่อย

“แต่ก่อนคุณพ่อทำแผงลอยขายของอยู่ฝั่งตรงข้าม เป็นดงกล้วยเลยนะแถวนั้น จนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็มาได้ที่ตรงฝั่งนี้ แล้วมาเปิดร้านกาแฟเมื่อ 70 กว่าปีที่แล้ว ชื่อร้านนี่ หน่ำแปลว่าทางใต้ เพราะพ่อมาจากเกาะทางใต้ซึ่งคือไหหลำ เฮงก็คือความมั่งคั่ง หลีแปลว่ากำไร

“สมัยก่อนแถวๆ นี้มีร้านหนังสือ มีโรงพิมพ์เยอะมาก ก็จะมีนักการเมือง พวกนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ นักเขียนมานั่งคุยกัน มันไม่ได้เป็นแบบ เออ เช้ามาต้องมาหาอะไรกินหน่อย แล้วพอสายๆ ก็หายไป ไม่ใช่แบบนั้น แต่เขามานั่งกันทั้งวัน เดี๋ยวคนนั้นรู้จักคนนี้ ถามสารทุกข์สุกดิบ คุยเรื่องการเมืองบ้าง นั่งโขกหมากรุก โอ๊ย สี่ทุ่มห้าทุ่มยังนั่งโขกกันอยู่เลย ร้านก็ไม่ปิด สี่ห้าทุ่มเด็กๆ ยังนั่งเจี๊ยวจ๊าวอยู่เลย พอช่วง 14 ตุลาฯ มีความรู้สึกไม่ปลอดภัย คนเลยเริ่มซาๆ ผู้ใหญ่ก็บอกเด็กไม่ต้องนั่ง ค่ำแล้วให้เข้าบ้าน ตอนนี้ไม่มีแบบนั้นแล้ว คู่สุดท้ายที่เคยมานั่งเนี่ยภรรยาเขาเป็นเบาหวานต้องตัดขาไป เขาเองก็ต้องดูแลเลยไม่ได้มา อีกคนหนึ่งเลยเฉา หลังจากนั้นก็ไม่มากันแล้ว ล้มหายตายจากไปเยอะ”

 

เมื่อลูกค้าโดนตกด้วยกาแฟกลิ่นคาราเมล

“เมื่อก่อนพ่อคั่วกาแฟเองเลย ไปอาศัยที่วัดปรินายกตรงผ่านฟ้านี่แหละคั่วกาแฟ เป็นกาแฟสูตรเฉพาะที่มีคาราเมล คือคั่วเสร็จต้องเคี่ยวน้ำตาลจนได้ที่ ต้องไหม้ขนาดที่เราต้องการ ทีนี้ก็เอามามิกซ์กันแล้วค่อยเอามาบด คือจะเป็นกาแฟที่เข้มข้น

“ทุกวันนี้เราไม่ได้คั่วเอง ตอนแรกให้เพื่อนพ่อคั่วให้ด้วยสูตรเดียวกัน พอเพื่อนพ่อเลิก คนที่หาวัตถุดิบมาให้เราก็ตายไปแล้ว พ่อก็ไม่อยู่แล้ว เราเลยต้องไปหาลักษณะของรสชาติที่ใกล้เคียง คุณภาพไม่เหมือนสมัยก่อนหรอก เราไม่สามารถทำกาแฟได้เหมือนเดิมเปี๊ยบเพราะเงื่อนไขหลายๆ อย่าง แต่รสชาติกาแฟเรายังหวานๆ ขมๆ ตามสไตล์ของคาราเมลอยู่นะ”

คุณป้าเล่ามายกใหญ่เสียจนเราเสียดายที่ไม่ได้สั่งกาแฟ (15 บาท) เพราะสั่งชาเย็น (15 บาท) กับชาร้อน (15 บาท) มาอย่างละแก้วไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่พูดก็พูดเถอะ ชาของป้าๆ น่ะมีกลิ่นใบชาแท้ๆ ที่หอมมาก ชาร้อนกลมกล่อมหวานกำลังดีจนจิบเพลิน แถมไม่รสจัดจนเฝื่อนหรือแสบคอ แต่ชาเย็นน่ะติดหวานไปนิด

“ส่วนใหญ่เวลาทำแบบเย็นป้าจะทำติดหวานไว้ก่อน วันหลังหนูสั่งหวานน้อยเลยนะ จะได้กำลังพอดี” คุณป้าเตือนเราไว้อย่างนั้น

 

สังขยาโฮมเมด

เหมือนจะไม่ได้พูดอะไรแต่ใส่ใจรายละเอียดก็คือคุณป้าร้านนี้นี่แหละ เพราะเรามากัน 2 คน (เรากับช่างภาพ) คุณป้าเลยทำขนมปังปิ้งมาให้เมนูละ 2 แผ่นเพราะกลัวกินกันไม่หมด ทั้งๆ ที่ปกติแล้วคุณป้าขายเป็นชุดทีเดียว 4 แผ่น ในราคา 30 บาท

“นอกจากกาแฟเราก็ขายชา ไข่ลวก (15 บาท) ขนมปังปิ้งเนยนม (2 แผ่น 16 บาท) ขนมปังปิ้งกับสังขยา สังขยาของเราเป็นแบบดั้งเดิมจริงๆ ไม่มีแป้ง ไม่มีส่วนผสมของสี ที่เห็นจะเป็นสีของไข่แดง คนจะเคยชินกับรสชาติแบบนี้ สีแบบนี้ อย่างร้านที่ขายกันส่วนใหญ่ทุกวันนี้เขาใส่นมกัน แต่ถ้าเป็นสังขยาแบบเรา พวกคนที่ถวิลหารสชาติเก่าๆ จะชอบ หรือบางทีเวลาเขามาเป็นครอบครัว พ่อแม่ก็จะบอกลูกว่าแต่ก่อนเขาก็มากินร้านนี้กันนะ”

 

ก็แค่เหมือนเดิม

“จริงๆ ทุกอย่างในร้านเหมือนเดิมเมื่อ 70 ปีที่แล้วเลยนะ โต๊ะ เก้าอี้ยังวางเหมือนเดิม ตู้เย็นก็ตามอายุร้านเหมือนกัน สมัยก่อนเราซื้อเท่ากับเงินสมัยก่อนที่ซื้อทอง 300 บาทน่ะ คือคิดเป็นเงินก็เป็นหมื่น แต่เราต้องลงทุนเพราะจะได้มีน้ำแข็ง มีที่เอาไว้แช่ของด้วย คนรุ่นใหม่ที่มาจะบอกว่าผนังสวย ฝ้าสวย เขาก็มาถ่ายรูปกัน คือเราเปลือยฝ้าอย่างนี้มานานแล้ว ไม่ได้ไปทำอะไรมัน เราไม่ได้คิดว่ามันสวยหรืออะไร พัดลมนี่ก็เอาใบพัดออกหมด ไม่กล้าเอาไปใส่ อีกอย่างไม่ไหวจะปีนไปถอดมาเช็ดแล้วด้วย เป็นเพราะเหตุผลอะไรแค่นี้นี่แหละ (หัวเราะ)”

เราชอบความเป็นธรรมชาติของคุณป้าทั้งสามคนที่ปรับตัวปรับเมนูไปตามยุคสมัย แต่ยังไม่ทิ้งความเป็นตัวเองที่หาไม่ค่อยได้แล้วในสมัยนี้

ในยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ร้านกาแฟคล้ายๆ กันก็มีมากมาย อดีตสภากาแฟอย่างหน่ำเฮงหลีกลับโดดเด่นขึ้นมาได้เพียงเพราะว่า “เป็นตัวเอง”


หน่ำเฮงหลี

212 ถนนจักรพรรดิพงษ์ แขวงวัดโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ 10100

เปิดทุกวัน เวลา 6.00-15.00 น.

โทร. 0-2281-2134


ถ่ายภาพ: ดลนภา รามอินทรา