×

เรื่องราวของเนื้ออบร้านสุธาทิพย์ที่เป็นส่วนหนึ่งใน Beef Sandwich ของ Eden’s

สราลี อุรุพงศา | Editorial Manager | 26 April 2019


ก่อนจะไปถึงเรื่องราวของเนื้อ เราเกริ่นตรงนี้ก่อนเลยว่านางเอกกับพระเอกของเรื่องนี้คือร้านอาหารเก๋าอย่างสุธาทิพย์ที่ยืนหยัดคู่หลานหลวงมา 100 ปี กับ Eden’s คาเฟ่อายุ 2 ปีที่มาใหม่ในย่านนี้ ตามลำดับ

เราสนใจความสัมพันธ์ของสองร้านนี้โดยตั้งต้นโจทย์ที่ “เด่น-นิรามย์ วัฒนสิทธิ์” เจ้าของร้าน Eden’s ด้วยความที่เขาหลงรักย่านหลานหลวงจนถึงขั้นมาเปิดคาเฟ่ที่นี่ และวางตัวเองเป็นเพื่อนบ้านคนใหม่ที่จะขี่จักรยานไปสำรวจดูว่าคนย่านนี้ที่อยู่มาก่อนเขาเป็นอย่างไรบ้าง

“แต่ก่อนนั่งรถเมล์ผ่านร้านตลอด พอมาอยู่ที่นี่ก็ขี่จักรยานไปกิน ได้ทำความรู้จักกัน เหมือนมันค่อยๆ เปิดด้วยความที่เราจริงใจต่อกัน คนเขารู้สึกว่าเรามานี่เราไม่ได้เป็นนักธุรกิจ เราแค่อยากมีร้านเล็กๆ ตรงนี้ มาเหมือนคนที่จะมาอยู่ที่นี่ เป็นเพื่อนบ้านคนใหม่ เป็นเด็ก ด้วยความที่เราก็คุยกับเขาเรื่องทั่วไปเลยรู้สึกว่ามันกลมกลืนไปโดยอัตโนมัติ วันไหนว่างๆ ก็เอาขนมไปฝากเขา หรือบางทีไปร้านขนมเบื้อง ตั้งใจว่าจะซื้อกลับบ้านมากินกับกาแฟ ก็ซื้อมาอีกกล่องฝากเขาอะไรอย่างนี้ รู้สึกว่าความน่ารักแบบนี้คนสมัยก่อนยังมี แต่เดี๋ยวนี้หายากแล้ว”

และทั้งหมดที่นิรามย์พูดถึงก็คือร้านสุธาทิพย์ ร้านอาหารจีนไหหลำอายุร้อยปีที่ปัจจุบันส่งต่อมาถึงรุ่นที่ 3 อย่าง “พี่ปูดำ-สุพัตรา ดานุโพธิ์บริบูรณ์”

ในบ่ายวันนั้น นิรามย์แนะนำให้เรารู้จักกับพี่ปูดำ

 

แนะนำตัวสุธาทิพย์

“รุ่นคุณปู่คุณย่าเป็นคนจีนไหหลำที่อพยพมาอยู่ไทยค่ะ มาเป็นลูกจ้างเขา พอมีทุนก็เปิดร้านขายกาแฟ ต่อมาขายข้าวมันไก่ ขายขนมจีนไหหลำ ก็พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นภัตตาคารสองชั้น สมัยก่อนชั้นสองจะมีโต๊ะ 2 ตัวเอาไว้เป็นโต๊ะไพ่นกกระจอก หลังจากเล่นไพ่นกกระจอกเสร็จก็จัดโต๊ะให้เป็นโต๊ะจีนที่เขากินข้าวด้วยกัน ข้างล่างทำเป็นสุกี้ไหหลำหม้อไฟเตาถ่าน มีแพะน้ำแดง คนจีนไหหลำจะกินเนื้อกับกินแพะเยอะ เพราะว่าอากาศที่นั่นหนาว เนื้อพวกนี้ช่วยให้อบอุ่น

“พอมารุ่นแม่ แม่เป็นแม่ครัว พี่ก็ช่วยแม่เก็บจาน ตามแม่ไปจ่ายตลาด ก็ซึมซับมา แต่พอมาถึงรุ่นเราก็ลดขนาดเหลือเป็นร้านอาหาร คือสมัยก่อนครอบครัวเราใช้ผู้ชายไง พวกอะไรหนักๆ อย่างแพะต้องใช้ขูด ต้องใช้ย่าง เขาก็ทำได้ แรกๆ เราทำได้นะ แต่หลังๆ เริ่มไม่ไหวก็ต้องตัดออกไป ตอนนี้มีแค่ขนมจีนไหหลำ ข้าวมันไก่ไหหลำ ข้าวเนื้ออบ ข้าวหมูแดง สตูลิ้นวัว ผัดวุ้นเส้นไหหลำ แล้วก็อีกประมาณ 7 อย่าง แต่ทั้งหมดเป็นเมนูที่เรามั่นใจว่าทำได้ดีตามแรงของเรา เราเน้นคุณภาพก่อน ถ้าทำเยอะแล้วเกินกำลังคุณภาพจะไม่มา ทีนี้พอเราเหลือแค่นี้ จากจานเปลก็เป็นจานเล็ก ราคาก็เล็กๆ แบบวินมอเตอร์ไซค์ สามล้อมากินได้ ก็ปรับร้านไปตามยุค ตามแรงเรา ตามเศรษฐกิจ” พี่ปูดำเล่าถึงธุรกิจของครอบครัวที่ต้องเริ่มต้นใหม่หมดเองในแบบของตัวเอง

 

เนื้อที่ทำและคนที่ชอบ

เมื่อนิรามย์มาเป็นเพื่อนบ้านของพี่ปูดำ เมนูโปรดของเขาก็คือเนื้ออบของเธอ

“เราชอบมาก บอกพี่ปูตั้งแต่แรกว่าถ้าวันหนึ่งที่ร้านมีเมนูเนื้อก็อยากเอาของเขามาผสมกับของเรา เอาเนื้ออบแบบเก่ามาทำเป็นเชิงฟิวชั่นให้ดูฝรั่งขึ้นแบบเรา” เมื่อนิรามย์พูดจบ คำแนะนำดีๆ ก็เกิดขึ้นในบ่ายวันนั้นเอง

“พี่ก็บอกว่าเนื้ออบถ้าเอาไปกินกับขนมปังจะอร่อยนะ คนส่วนใหญ่ที่มากินเนื้อที่นี่พี่จะบอกเขาว่าเอาไปทำสลัดก็ได้ ไปซื้อผักมาราดมายองเนส หรือเอาไปทำแซนด์วิชก็ได้ เพราะมันอยู่ได้หลายวัน อยู่เป็นเดือนก็ได้ หลายคนจะชอบเอาไปต่างประเทศ”

พี่ปูดำย้อนความหลังวันนั้นให้ฟัง ประกอบกับความที่นิรามย์เป็นคนที่อยากใช้ของใกล้ตัวที่อยู่ในชุมชน (ขนาดในร้านเขายังใช้บริการโต๊ะไม้ ชั้นวางของ ของตกแต่งหน้าร้าน หรือกระทั่งป้ายร้านจากร้านไม้ในย่านหลานหลวงเลย) เมนูนี้ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง

 

Beef Sandwich

“เราลองทำแซนด์วิชเนื้อเองจนได้แบบที่ชอบ เอาหัวหอมผัดกับเนย แล้วผสมกับเนื้ออีกที โปะไข่ดาว ราดด้วยซอสศรีราชา ทำให้ดูเป็นแบบร้านเราแต่ก็มีเรื่องราวความเป็นที่นี่อยู่ เพราะในเมนูเราเขียนเลยว่าเป็นเนื้ออบแบบจีนไหหลำจากร้านสุธาทิพย์ ทุกวันนี้ก็ยังไปซื้ออยู่เรื่อยๆ ยังใช้สูตรเดิมไม่เปลี่ยน” พอนิรามย์เล่าจบ เราหันหน้าไปถามพี่ปูดำว่า คิดไหมว่านิรามย์จะเอาเนื้อไปทำออกมาเป็นรูปร่างหน้าตาอย่างไร

“ก็นึกภาพออกนะ เพราะบางทีเวลาไปต่างจังหวัดระหว่างทางหิวๆ ก็จะเอาใส่ผักไปประกบขนมปัง แต่พี่ไม่ได้เอาไปผัดเนยแบบเขา แต่นึกภาพว่าต้องน่ากิน เพราะอย่างชาวต่างชาติเวลาที่มากินเขาจะชอบกินเนื้ออบ พอทำออกมาร้อนๆ ก็น่าจะเป็นแซนด์วิชที่หน้าตาดีและอร่อย” พี่ปูดำจินตนาการภาพเมนูนี้ให้เราฟัง เพราะเธอยังไม่เคยเห็นและได้กิน

“เดี๋ยวทำให้ (หัวเราะ) ปีครึ่งแล้วยังไม่ได้เอามาให้กินเลย” นิรามย์ให้สัญญา

 

หัวอกคนมีร้านเป็นของตัวเอง

“แรกๆ ที่คุยกันพี่ปูยังถามเลยว่าจะเอาจริงๆ เหรอ เปิดร้านแถวนี้น่ะ เพราะมันไม่ได้คึกคักขนาดนั้น” นิรามย์เล่าช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อให้ฟัง เอาละ ขอให้ต่อไปนี้เป็นเรื่องราวบทสนทนาของ Eden’s และสุธาทิพย์ไปเลยแล้วกัน อย่างไรก็หัวอกเดียวกันแล้ว

นิรามย์: “เราทำด้วยความรู้สึกที่อยากได้ตึกเก่าย่านนี้ ตอนนั้นไม่ได้คิดว่าจะดีด้วย ก่อนเปิดยังร้องไห้อยู่เลยว่าจะมีคนมาไหม มีอยู่วันหนึ่งที่แบบอีกสักสองอาทิตย์ต้องเปิดร้านแล้ว เรานั่งอยู่ที่ร้านสักประมาณบ่ายโมงถึงบ่ายสาม นับดูมีคนเดินผ่าน 5 คนใน 2 ชั่วโมงน่ะ แล้วน้ำตาก็ไหลเลย คิดว่าเฮ้ย ถ้าเปิดร้านจริงๆ จะเป็นยังไง”

พี่ปูดำ: “คนเปิดร้านใหม่ๆ มันจะคิดเยอะน่ะ”

นิรามย์: “แล้วมันเครียด แต่จังหวะหนึ่งก็จะดีเอง เพราะลูกค้าคนไทยชอบเห่อไง ช่วงแรกที่เปิดคือ โอ้โฮ ฟู่ฟ่า อันนั้นเราก็ไม่ได้แฮปปี้ เพราะมันเกินกว่าที่เราคิด ก็ตกใจ แต่พอคนน้อยลงเราก็เริ่มเข้าใจแล้ว ช่วงที่คนน้อยกำลังดีกลายเป็นว่านั่นคือช่วงที่เราต้องการ สุดท้ายก็กลับมาสู่ภาวะที่เรารู้สึกไม่เครียด เราจะรู้ว่าไอ้วันที่มันน้อยก็จะต้องน้อยแบบนี้แหละ ทุกอย่างสอนเราให้ไม่ต้องไปตื่นเต้นอะไรกับมันมาก วันนี้น้อยเดี๋ยวพรุ่งนี้...”

พี่ปูดำ: “มันก็จะเยอะเอง แต่จะไม่หาย”

นิรามย์: “ใช่ จะไม่หาย ตราบใดที่เรายังรักษาคุณภาพ อันนี้สำคัญ”

พี่ปูดำ: “ถ้าเราทำอะไรที่ดีแล้วนะ ต่อให้เป็นเมนูเดียวแต่ก็ต้องดีที่สุด เราต้องรักษาคุณภาพไว้ ถึงวันนี้เงียบ ที่เงียบไม่ใช่เพราะว่าเขาไม่มากิน คือมันอาจยังไม่ได้จังหวะ แต่สุดท้ายแล้วเดี๋ยวเขาก็กลับมา”

 

คนเก๋าใจกว้าง คนใหม่ใจพองโต

ในฐานะคนมาใหม่แต่ก็มาได้พอประมาณอย่างนิรามย์ เราอยากรู้ว่าเขามองคนที่นี่เป็นอย่างไร

“คนแถวนี้เป็นคนนิ่งๆ ไม่ค่อยพูดเยอะ ไม่ค่อยวุ่นวาย แต่เป็นมิตรนะ คนน่ารัก แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราไปแบบไหนด้วย สิ่งที่พูดกับพี่ปูตลอดก็คือ พี่อย่าเพิ่งหยุด เพราะเราสัมผัสได้อย่างหนึ่งว่าคนแถวนี้เขาพยายามทำในเรื่องคุณภาพเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่ง อย่างร้านนี้นี่ชัดเลย” นิรามย์เล่าถึงสิ่งที่เขาเองก็เห็นว่าสำคัญ เราสัมผัสได้ถึงพลังของคนแบบเดียวกัน (แม้ในวัยที่แตกต่าง) ที่ต้องการพาหลานหลวงไปแนะนำให้ใครต่อใครได้รู้จัก

“พี่ยังบอกว่า เออ คุณเด่นไปชวนเพื่อนมาเยอะๆ นะ ให้ถนนคึกคักๆ หน่อย (หัวเราะ) ให้เหมือนตอนเราเด็กๆ น่ะ มันน่ารักนะ มีของขายเต็มไปหมด แถวนี้ที่เที่ยวเยอะมาก”

ประโยคนี้พี่ปูดำคุยกับเด่น-นิรามย์ แต่ไม่รู้ทำไมเราถึงอยากจะมาที่นี่บ่อยๆ และมีส่วนในความคึกคักนี้ขึ้นมาเฉยเลย

อาจเพราะความน่ารักของคนมาใหม่ที่ไม่เปลี่ยนแปลงเสน่ห์ของย่าน และคนเก๋าที่ใจกว้างเปิดรับและพร้อมแชร์ประสบการณ์ให้คนรุ่นใหม่ เป็นรูปแบบสังคมที่เดินหน้าไปด้วยกลุ่มคนที่รู้หน้าที่ เคารพ และให้เกียรติอาชีพตัวเองเป็นสำคัญ อืม สิ่งเหล่านี้ละมั้งที่บ้านเราในตอนนี้กำลังต้องการ


สุธาทิพย์

338-342 ถนนจักรพรรดิพงษ์ แขวงวัดโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ 10100

เปิดทุกวัน เวลา 8.00-14.30 น. (ปิดวันจันทร์)


Eden’s

7/1 ถนนหลานหลวง แขวงวัดโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ 10100

เปิดทุกวัน เวลา 9.00-17.00 น. (ปิดวันจันทร์)


ถ่ายภาพ: ดลนภา รามอินทรา