×

“วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล” 11 ปี แห่งการเดินทางกับความหมายของชีวิต ความงาม และการจลาจล

ศรัณยู นกแก้ว | Writer | 28 May 2019



“เถื่อน”  คือ คำจำกัดความสั้นๆ แต่ชัดเจนมาตลอด 11 ปี ของนักเขียน นักสารคดี และนักเดินทางที่ชื่อ “สิงห์-วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล” และคำว่าเถื่อนที่ชัดเจนอย่างที่สุดนี่เองทำให้ภาพของพื้นที่สงคราม แหล่งท่องเที่ยวสุดเอ็กซ์ตรีม การผจญภัยสุดหฤโหด รวมทั้งการเรียนรู้ความแตกต่างอย่างสุดขั้ว กลายเป็นเหมือนซิกเนเจอร์ที่มาพร้อมกับการปรากฏตัวของเขา ไม่ว่าจะเป็นในรายการสารคดี พ็อกเก็ตบุ๊ค รวมทั้งนิทรรศการภาพถ่ายครั้งแรกในชีวิต “Serenity in Chaos จลาจลอันงดงาม” ซึ่งวรรณสิงห์ได้นำความเถื่อนตลอด 11 ปีแห่งการเดินทางมาเรียบเรียงใหม่ ในรูปแบบของ Story Exhibition ไล่เลียงตั้งแต่ความเสี่ยงในการไปเยือนประเทศกลุ่มวอร์โซน การสำรวจพิภพในมุมที่ไม่ได้มีแต่โลกของมนุษย์ ความแตกต่างของผู้คนในซีกโลกต่างๆ ไปจนถึงอารยะของแต่ละชาติพันธุ์ที่ต่างกันอย่างสุดขั้ว จนแทบจะไม่อยากเชื่อเลยว่าความต่างสุดขั้วจะสามารถอยู่ร่วมกันได้บนโลกนี้



เพื่อนเดินทาง ได้มีโอกาสร่วมวงสนทนาว่าด้วยการเดินทางตลอด 11 ปีของวรรณสิงห์ ที่ได้กลายมาเป็นการจลาจลอันงดงาม อันเป็นหนึ่งในโครงการของ UNHCR ประจำประเทศไทย ซึ่งกำลังจัดแสดงอยู่ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ตั้งแต่วันนี้ถึง 2 มิถุนายน 2562 ก่อนที่จะออกเดินทางอีกครั้งไปพร้อมกับนักเดินทางทั้งหลายที่สนามบินสุวรรณภูมิในวันที่ 5 มิถุนายน 2562



ไม่น่าเชื่อว่านี่จะเป็นนิทรรศการครั้งแรกของวรรณสิงห์

จากการเดินทางมา 11 ปี ทำให้ผมมีโอกาสได้ทำสื่อจำพวกสารคดี และสื่อชนิดอื่นมาเยอะ ส่วนภาพนิ่งได้แต่เก็บไว้ดูคนเดียว พอมีโอกาสได้มาทำงานกับทาง UNHCR ประจำประเทศไทย (สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ) ก็คิดมาตลอดว่าอยากจะทำนิทรรศการภาพถ่าย คิดมาหลายปีแล้ว เมื่อได้โอกาส และสอดคล้องกับสถานการณ์ผู้ลี้ภัยทั่วโลกในปี 2017 ที่เพิ่มขึ้นเป็น 68.5 ล้านคน ซึ่งเป็นสถิติที่สูงมากหลังสงครามโลกครั้งที่2 ทาง UNHCR จึงได้จัดแคมเปญ “NAMJAI FOR REFUGEES มอบชีวิตใหม่ด้วยน้ำใจกับ UNHCR” เพื่อให้คนไทยได้ตระหนักว่าปัญหาผู้ลี้ภัยเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวกว่าที่เราคิด นิทรรศการครั้งนี้จึงเกิดขึ้น ซึ่งเนื้อหาก็หยิบมาจากเรื่องราวที่ผมได้เดินทางมา เหมือนเป็นการกลับไปทบทวนตัวเองว่าตลอดการเดินทางที่ผ่านมาทำให้เราเข้าใจผู้ลี้ภัยได้อย่างไรบ้าง

การเดินทางทำให้เข้าใจผู้ลี้ภัยอย่างไร

การเดินทางเป็นการเชื่อมโยงผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกได้เยอะมาก คนเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ประสบภัย หรือเป็นผู้ที่มีปัญหาชีวิตก็ได้ แต่เป็นคนที่มีความแตกต่างจากเรา บอกตามตรงว่าเมื่อก่อนผมอาจมีมุมมองอะไรบางอย่างกับคนที่แตกต่างจากตัวผม แต่พอยิ่งเดินทางเยอะ มันยิ่งเชื่อมโยง และละลายกรอบเหล่านี้ไปได้ การพยายามเข้าใจและยอมรับความแตกต่างคือสิ่งที่ผมอยากจะนำเสนอ โลกอยู่ได้เพราะความสวยงามในความแตกต่าง อย่างเรื่องผู้ลี้ภัยเองที่บอกว่าไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะเรื่องผู้ลี้ภัยก็เป็นเรื่องของความเป็นมนุษย์ ฉะนั้นทุกสิ่งอย่างที่นำเสนอในนิทรรศการนี้แม้จะไม่ได้เป็นภาพผู้ลี้ภัยทั้งหมด แต่ก็อยู่ในกรอบผู้ลี้ภัยคือเรื่องของความเป็นมนุษย์ ทั้ง 55 ภาพที่เลือกมาจากหมื่นกว่ารูปที่ผมถ่ายไว้ตลอด 11 ปี จึงถูกแบ่งออกเป็น 4 หมวด คือ War, Human, Nature และ Civilization

อะไรคือจลาจลอันงดงามที่วรรณสิงห์ค้นพบและนำมาเป็นชื่อของงาน

คำว่าจลาจลไม่ใช่แค่ความวุ่นวายทางการเมือง หรือสงครามเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นความหฤโหดของสถานที่ ของการเดินทาง แต่ละภาพกว่าจะถ่ายได้ก็แทบตาย ซึ่งในความหฤโหด จลาจล ความโกลาหลเหล่านั้นกลับมีความงามซ่อนอยู่ ผมขอเรียกงานครั้งนี้ว่า Story Exhibition แทน Art Exhibition เพราะทุกเรื่องจะมาพร้อมรูป โดยเลือกประเด็นเรื่องสงครามเป็นหัวข้อหลัก ซึ่งก็จะมีภาพเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยแสดงอยู่ในโซนนี้ด้วย

ทำไมวรรณสิงห์จึงมักปักหมุดลงบนประเทศในโซนสงคราม

ในหลายปีที่ผ่านมานี้ผมมีโอกาสได้เดินทางไปในวอร์โซนของจริงอย่างอิรัก โซมาเลีย อัฟกานิสถาน ผมว่าโอกาสเหล่านี้แม้จะเป็นความเสี่ยงในเชิงกายภาพ แต่ในเชิงผลพวงที่ได้มามันเยอะมากกับทางจิตใจ มันทำให้ผมได้เห็นจริงๆ ว่าสถานการณ์จริงที่ผู้ลี้ภัยจำนวนหลายล้านคนต้องเผชิญมันสาหัสจริงๆ แม้แต่วอร์โซนที่ดับไปแล้วอย่างรวันดาก็สามารถสร้างผลต่อจิตใจเราได้

ตอนนั้นรวันดาเหมือนจะเป็นวอร์โซนแรกๆ ที่ไป ไปดูพิพิธภัณฑ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ดูจบปุ๊บก็ก็เกิดคำถามขึ้นในใจว่า 'ทำไมสิ่งเหล่านี้ถึงเกิดขึ้นในโลกมนุษย์' ในแง่หนึ่งรวันดาก็เป็นตัวเซ็ทโทนที่ทำให้ผมมีความสนใจด้านนี้มาโดยตลอด จากสนใจก็เริ่มดันตัวเองให้ไปตั้งคำถามในพื้นที่จริงกับคนในพื้นที่จริงๆ ซึ่งมันไม่ได้จำกัดในเรื่องสงครามอย่างเดียว แต่หมายถึงด้านมืดในสังคมด้วย แต่ผมก็ไม่ได้อยากที่จะทำเฉพาะด้านมืดของสังคมอย่างเดียว ผมไม่ได้ทำในฐานะคนที่อยากสำรวจด้านมืดของสังคม แต่สำหรับผมในความมืดเหล่านี้มันมีความปกติธรรมดาของมนุษย์ซ่อนอยู่ หน้าที่ของผมคือ พยายามดึงเอาความปกติธรรมดาเหล่านี้ให้ออกมาผ่านภาพถ่าย ซึ่งนี่ก็คือคีย์หลักของจลาจลอันงดงาม

ภาพที่ประทับใจสุดในนิทรรศการจลาจลอันงดงาม

จริงๆ ก็ทุกภาพ เพราะเป็นภาพที่คัดมาแล้วจากหมื่นกว่ารูปจนเหลือ 55 รูป แต่ที่เป็นที่มาของชื่องานคือภาพ Serenity in Chaos ถ่ายในกรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถาน ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองที่มีเหตุการณ์ก่อการร้ายเกิดขึ้นบ่อยที่สุดในโลก ในภาพจะเห็นถึงความสนุกสนานของเด็กๆ ที่กำลังนั่งชิงช้าอยู่ในสวนสนุกกลางกรุง ในตอนนั้นข้างนอกคือมีแต่รถติดปืนกล กำแพงลวดหนาม มีจุดเช็คความปลอดภัยเต็มไปหมด แต่พอเข้าไปในสวนสนุกกลับได้ยินเสียงเด็กๆ หัวเราะ มีเรือไวกิ้ง ขนมสายไหม ม้าหมุน รถไฟเหาะ ผมรู้สึกว่าที่นี่คือโอเอซิสสำหรับพักใจ แม้จะมีความขัดแย้ง แต่ก็ยังมีพื้นที่ที่คนเอาไว้ใช้ชีวิตจริงๆ ท่ามกลางความขัดแย้งนี้เสมอ แต่เรื่องราวของชีวิตเหล่านี้มักจะไม่ถูกนำเสนอผ่านหนังสงคราม สื่อ บันทึกประวัติศาสตร์  ผมรู้สึกเสมอว่าหนังสือประวัติศาสตร์มักบันทึกเรื่องของการเมือง คนสำคัญค่อนข้างเยอะ แต่ผมอยากจะเป็นส่วนหนึ่งในการบันทึกเรื่องราวของชีวิตเหล่านี้ ไม่ใช่ในฐานะคนไทย แต่ในฐานะมนุษย์โลกด้วยกัน

ความสุขที่สุดในการเดินทางตอลด 11 ปี อยู่โซนไหนในนิทรรศการ

ถ้าเป็นเชิงที่ได้เรียนรู้มากที่สุดคือ War ไปทุกทริปก็เหมือนกำลังอ่านหนังสือเป็นสิบๆ เล่ม มีเรื่องให้ต้องกลับมาย่อย กลับมาวิเคราะห์มากมาย แต่ถ้าเป็นโมเมนต์ที่มีความสุขที่สุดในการเดินทางคือ Nature หรือ พิภพ เป็นโมเมนต์ที่ได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่โคตรใหญ่ทั้งหลาย ตั้งแต่ทะเลทรายยันถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก การไปอยู่กลางธรรมชาติที่น่าทึ่งไม่รู้จบ ทำให้เราได้เห็นว่าผืนดินเล็กๆ ที่เราอยู่มันแค่ 0.0001 เปอร์เซนต์ของโลก จริงๆ แล้วมนุษย์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของโลกเท่านั้น ถ้าตัดมนุษย์ออกไป อีก 80-90 เปอร์เซนต์ที่เหลือคือโลกของอย่างอื่น เป็นโลกของสัตว์ โลกของต้นไม้ โลกของภูมิอากาศ ถ้าเรามัวแต่หมกตัวอยู่แต่ในโลกมนุษย์ เราก็จะเสียโอกาสในการเกิดมาบนดาวเคราะห์นี้
 

จุดหมายต่อไปของวรรณสิงห์

ตอนนี้หยุดการเดินทางไว้ก่อน เพราะคิดว่าไม่สามารถย่อยทุกประสบการณ์ที่ได้รับมาได้ จนกว่าจะสามารถตกผลึกสิ่งที่ได้ไปพบเจอมาได้ จึงค่อยแพลนทริปต่อไป
 



FYI

  • จลาจลอันงดงาม จัดแสดงถึงวันที่ 2 มิถุนายน 2562 ณ โถงชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยรายได้ ทั้งหมดจากนิทรรศการหลังหักค่าใช้จ่ายจมอบให้ UNHCR เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ลี้ภัยทั่วโลกต่อไป