×

ออกเดินทางเพื่อวิ่งมาราธอนที่โอซากา

ปัญญา ลีลาสุนทรกุล | Features Editor | 28 February 2018

Runcation! เมื่อการวิ่งและเดินทางกลายเป็นเรื่องเดียวกัน
ในยุคที่การเดินทางไปไหนมาไหนง่ายกว่าเดิม และการวิ่งกลายมาเป็นกีฬาสุดโปรดของคนทั่วโลก จึงทำให้คนหันมาเดินทางเพื่อไปวิ่งมากมาย จนเกิดเป็นการเดินทางรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า ‘‘Runcation’’ ขึ้นมา และกลายเป็นเทรนด์สุดฮิตในตอนนี้ไปเรียบร้อย

ว่าแต่ว่าการเดินทางแบบไหนถึงเข้าข่ายเป็น Runcation ล่ะ มีคนให้นิยามไว้ว่า มันคือการสร้างทริปเพื่อเที่ยวและออกวิ่งกันแบบจริงๆ จังๆ โดยเริ่มต้นเลือกจุดหมายชัดเจนและวางแผนเส้นทางวิ่งระยะไกลชัดเจน หรือไม่ก็ลงสมัครวิ่งมาราธอนที่จัดในเมืองต่างๆ ทั่วโลกกันไปเลย แต่ก็ไม่ลืมตบท้ายด้วยการออกเที่ยวเล่น ชอปปิง ไปนู่นมานี่ตามภาษานักเดินทาง

อย่างไรก็ตามนี่ไม่ใช่แค่เป็นกระแสฮิตไร้ประโยชน์ เพราะ Runcation จะทำให้เราเห็นเป้าหมายที่ชัดเจน และยังเป็นแรงบันดาลใจในการฝึกซ้อมได้เป็นอย่างดี ทั้งยังทำให้เราได้สำรวจแหล่งท่องเที่ยวผ่านฝีเท้าแต่ละก้าว จึงนับเป็นการเปิดมุมมองใหม่ๆ แบบที่การเที่ยวทั่วๆ ไปให้ไม่ได้อีกต่างหาก 

ว่าแล้วเพื่อนเดินทางอยากชวนผู้อ่านออกไป Runcation กันดูบ้าง แต่ถ้าไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ลองอ่านทริปโอซากาของคุณนิม-ชณิตณัท สุดแสวง สาวแกร่งที่ทำงานด้านการสื่อสารของแบรนด์ Céline งานนี้เธอไม่ได้แค่ไปเที่ยว แต่ยังวิ่งฟูลมาราธอนระยะทาง 42 กิโลเมตรเสียด้วย  
 

‘‘ออกตัวก่อนว่าจริงๆ ไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะวิ่งมาราธอนอะไรแบบนี้ คิดแต่ว่าชีวิตนี้คงจะวิ่งแค่ฮาล์ฟมาราธอน 21 กิโลเมตรเท่านั้น ขอแบบกลางๆ ก็พอ แต่ด้วยอิทธิพลของคนรอบตัว ทั้งเพื่อน ทั้งแฟน เลยเอ้า...ลองดูก็ได้ ไหนๆ ก็วิ่งซะจริงจังขนาดนี้แล้ว ขอลองสักหน่อย อยากลิ้มลองความทรมานที่สวยงาม (เขาว่ากันว่าอย่างนั้น) 

‘‘สุดท้ายเราเลือกโอซากามาราธอนก็แล้วกัน เพราะได้ยินชื่อเสียงความสนุกสนานของกองเชียร์ แถมไม่ได้เป็นสนามที่สมัครยากมาก ไม่หนาวมาก คนไม่เยอะมาก และการจัดการระดับมาตรฐานสากล พูดง่ายๆ ว่าเป็นหนึ่งในรายการที่นักวิ่งทั่วโลกอยากมาลองสนามกัน ยิ่งไปกว่านั้นว่ากันว่าสนามนี้ขนมนมเนยอัดแน่น (เหมาะกับนักวิ่งสายรับประทานอย่างฉันเหลือเกิน) อีกทั้งยังเป็นเมืองที่เคยไปมาแล้ว 2 รอบ เรียกได้ว่าคุ้นเคยพอสมควร 

‘‘ที่สำคัญที่สุดคือ เวลาปล่อยตัวไม่เช้ามืดเหมือนบางรายการที่เมืองไทย แถมด้วยความเจียมตัวและสภาพร่างกายที่อาจไม่ได้แข็งแกร่งมากขนาดนักกีฬาคนอื่นและปัจจัยภายนอกต่างๆ สุดท้ายจึงตัดสินใจลงโอซากามาราธอนนี่แหละ

‘‘และนี่แหละ ฟูลมาราธอนระยะทาง 42.195 กิโลเมตรของฉันเอง!’’
    
การเตรียมตัวไปวิ่ง (และเที่ยว)
‘‘ต้องเล่าให้ฟังก่อนว่า เราเริ่มวิ่งมานาน 5-6 ปีแล้ว แต่ไม่ได้จริงจัง ออกไปทางวิ่งลดความอ้วนมากกว่า จนกระทั่งสองปีที่แล้วจึงเริ่มต้นวิ่งจริงจังตามแฟนของเรา โดยเริ่มจากวิ่งช้าๆ ระยะทาง 10 กิโลเมตร จากนั้นมีโอกาสได้ลองวิ่งฮาล์ฟมาราธอน ไปๆ มาๆ ตอนนี้เราเก็บฮาล์ฟมาราธอนไปถึง 3 รายการแล้ว     

‘‘คราวนี้พอเราวิ่งระยะยาวบ่อยๆ การซ้อมจึงเป็นแบบกิ๊กๆ ก๊อกๆ ตามประสา แต่ก็มีซ้อมวิ่งทางไกลเพื่อฝึกกล้ามเนื้อและตุนความมั่นใจไว้ก่อน แต่สิ่งที่วางแผนละเอียดยิบกลับเป็นแผนการเดินทางนี่แหละ เพราะต้องไม่ลืมว่าเวลาไปทริปวิ่ง+เที่ยว มันหมายถึงเราต้องจัดตารางให้เอื้อทั้งการเที่ยวและการวิ่ง ยกตัวอย่างให้เห็นภาพดีกว่า อย่างเช่นวางแผนการเดินทางว่าเราควรออกเดินทางวันไหนถึงวันไหน เพื่อจะได้มีเวลาให้ร่างกายปรับสภาพพร้อมออกวิ่งจริงๆ เลยไปถึงโปรแกรมเที่ยวก่อนลงแข่งจะต้องเป็นแบบถนอมร่างกาย เน้นเดินชิลชมวิว ส่วนโปรแกรมหลังจากแข่งเสร็จจะเน้นเที่ยวแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้กล้ามเนื้อได้พักเต็มที่ แล้วค่อยๆ เพิ่มดีกรีการเที่ยวไปเรื่อยๆ นี่ยังไม่รวมที่ต้องแบ่งเวลาไปรับ Bib สำรวจเส้นทางจากที่พักไปจุดสตาร์ต แต่เอาจริงๆ เราวางแผนละเอียดเพราะกลัวไม่ได้เที่ยวและกินของอร่อยด้วย ฮ่าๆๆ



‘‘ต่อมาเรายังต้องคิดเรื่องอาหารการกินว่าอะไรควรกินตอนไหน อะไรไม่ควรกิน อย่างก่อนวิ่งต้องโหลดคาร์บ ก็จะเน้นราเม็ง อุดง และหลีกเลี่ยงอาหารพวกปลาดิบหรืออาหารทะเลที่อาจทำให้ท้องเสียได้ หลังวิ่งเสร็จก็เน้นพวกโปรตีนอย่างเนื้อย่าง ชาบู ซึ่งทุกร้านที่ใส่ลงไปในโปรแกรมก็ต้องเป็นร้านเด็ดร้านดังแบบไม่ให้เสียชื่อนักวิ่งสายรับประทานโดยเด็ดขาด

‘‘ส่วนที่พักเราเลือกโรงแรมที่เดินทางไปจุดสตาร์ตได้สะดวก แต่ก็ต้องใกล้ที่เที่ยวและแหล่งของอร่อยด้วยเช่นกัน ทั้งยังเป็นโรงแรมที่มีออนเซ็น ไม่ใช่เพราะจะแช่น้ำร้อน แต่ตั้งใจแช่ตัวลงบ่อน้ำเย็นของโรงแรมเพื่อลดการอักเสบของกล้ามเนื้อหลังวิ่ง และจะได้ฟื้นตัวเร็วๆ ไปเที่ยวต่อได้

‘‘สุดท้ายที่ขาดไม่ได้เลยคือชุดวิ่งที่เหมาะกับสภาพอากาศของโอซากา งานนี้เราไปขอคำแนะนำจากนักวิ่งมือโปรที่เคยวิ่งอากาศหนาวๆ ว่าควรใส่ยังไง เลเยอร์มากน้อยขนาดไหนที่ไม่ทำให้รู้สึกหนาวเกินไปหรืออึดอัดเหลือทน ที่สำคัญชุดวิ่งยังต้องสวยประมาณหนึ่ง เพราะเราต้องถ่ายรูปเยอะแน่ๆ’’

‘‘สุดท้ายเราเลือกโอซากามาราธอนก็แล้วกัน เพราะได้ยินชื่อเสียงความสนุกสนานของกองเชียร์ แถมไม่ได้เป็นสนามที่สมัครยากมาก ไม่หนาวมาก คนไม่เยอะมาก และการจัดการระดับมาตรฐานสากล’’ 

และวันนั้นก็มาถึง...มาราธอนแรกกับการวิ่งหนี Cut Off    
‘‘เมื่อเช้าวันแข่งมาถึง เราตื่นมาแต่งตัวพร้อมกับความคิดที่ว่า ฉันมาทำอะไรที่นี่เนี่ย ขอข้ามไปกินข้าวเย็นเลยได้มั้ย อยากกินเนื้อย่างแล้ว ฮ่าๆๆ แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ลองกันสักตั้ง อุตส่าห์ข้ามน้ำข้ามทะเลมาถึงนี่แล้ว จะมาป๊อดตอนนี้ไม่ได้! 

‘‘หลังจากเรียกความมั่นใจได้สำเร็จจึงออกเดินทางไปจุดสตาร์ต เมื่อไปถึง สิ่งแรกๆ ที่เราเห็นแล้วประทับใจมากคือการจัดการของคนจัดงานวิ่งในระดับ International ทุกอย่างเป๊ะ ไม่มีอะไรให้หงุดหงิดใจ ไหนจะบรรยากาศโดยรอบที่ปลุกเร้าใจ และสปิริตของนักวิ่งกว่า 3 หมื่นคน ล้วนสร้างแรงฮึดให้อยากชนะรายการนี้ขึ้นมาอีกรอบ 

‘‘...‘เอาวะ! ยังไงก็ต้องวิ่งให้จบ จะกี่ชั่วโมงก็ว่ามา’ คิดในใจอย่างนี้ ทว่าอากาศเย็นๆ รอบจุดปล่อยตัวกลับชวนให้อยากเข้าห้องน้ำเสียอย่างนั้น แต่ยังไม่ทันได้ไปก็ถึงเวลาปล่อยตัวแล้ว ช่วงแรกเราวิ่งชิลๆ ไปตามแผน ผ่านไปสัก 3 กิโลเมตร อาการอยากเข้าห้องน้ำก็ถามหาจนได้ แต่เราฝืนวิ่งต่อไป จนสุดท้ายต้องตัดสินใจแวะห้องน้ำที่กิโลเมตรที่ 4  

‘‘พอไปถึงห้องน้ำเท่านั้นแหละ เจอแถวยาวมากกกกกก (ก.ไก่อีกล้านตัว) และด้วยความเป็นระเบียบมากของประเทศญี่ปุ่น นักกีฬาจะไม่มีการทำธุระกลางทางเหมือนบางรายการ ทำให้แถวห้องน้ำยาวกว่าที่คิด กว่าจะได้ออกจากจุดนั้นก็เสียเวลาไปอีกเกือบ 15 นาที



‘‘ฟังดูทุกอย่างราบรื่นดี แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น เพราะรายการนี้มี Cut Off Time คือการตัดสิทธิ์ผู้แข่งขันที่ไม่สามารถทำเวลา Gun Time ได้ตามระยะที่กำหนด ในกฎกติการะบุไว้ว่า Cut Off Time จะแบ่งเป็นระยะต่างๆ ตามเวลาที่กำหนด ไล่ตั้งแต่ 5, 11, 17, 21 กิโลเมตร และเรื่อยๆ จนระยะใกล้ๆ จบการแข่งก็มี ดังนั้นไม่ใช่ว่าอยากจะวิ่งไปเรื่อยๆ เดินไปเรื่อยๆ จนถึงเส้นชัย แต่ที่หนักหนาสาหัสยิ่งกว่าคือ เขาเริ่มนับตั้งแต่เวลาปล่อยตัวหรือ Gun Time ของนักวิ่งคนแรกที่ออกจากจุดสตาร์ต 

‘‘ตัดภาพกลับมาตอนวิ่งอีกครั้ง พอเราออกมาถนนหลักปุ๊บ ตกใจมาก ทำไมคนหายไปหมด ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าเสียเวลาไปเท่าไหร่ รู้แค่ว่าใจเสียมาก รีบจ้ำอ้าวจนผ่านจุด Cut Off แรกที่กิโลเมตรที่ 5 ตอนนั้นแหละ เหลือบไปเห็นนาฬิกา หัวใจตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม เพราะวิ่งผ่านจุด Check Point 5 กิโลเมตรก่อนเวลา Cut Off ไปเพียง 4 นาทีเท่านั้น ฮือออออ เรียกว่ารอดมาอย่างฉิวเฉียด เกือบเสียประวัติโดน DNF (Did Not Finish) แล้วไหมล่ะ หลังจากนั้นคือไม่เอาแล้ว แรงเริงไม่เก็บแล้ว กวดสุดชีวิต แต่ยังมีบุญที่เป็นแค่ Cut Off แรก ทำให้ยังมีเวลาแก้ตัว...เกือบไปแล้ว’’

ความศิวิไลซ์ระหว่างทางกับข้าวปั้นที่หายไป     
‘‘พอผ่านช่วงวิกฤตไปได้ เราเปลี่ยนมาวิ่งเร็วทันทีเพื่อชดเชยเวลาที่เสียไป ซึ่งได้กลับมาประมาณหนึ่ง ระหว่างทางมีกองเชียร์โห่ร้องให้กำลังใจนักวิ่งตลอดทาง เราก็ฮึกเหิมเร่งสปีดขึ้นไปอีก จนกระทั่งวิ่งเข้าถนน Midosuji ก็ได้พบกับความสวยงามของใบไม้เปลี่ยนสีจนเหลืองอร่ามบนต้นไม้ที่ตั้งตระหง่านตลอดทาง ตัดกับร้านค้าสวยๆ เรียงรายเต็มสองข้างทางอย่างลงตัว ถือเป็นโมเมนต์ประทับใจจากการวิ่งรายการนี้เลยทีเดียว 

‘‘เมื่อพ้นถนนเส้นนั้นมาแล้วเรายังคงวิ่งเต็มกำลัง จนสามารถทดเวลามาได้อีกครึ่งชั่วโมง เรียกว่ากลับมาอยู่ใน Safe Zone อีกครั้ง คราวนี้ความฟินบังเกิด อะดรีนาลีนหลั่งเต็มที่ พลังงานอาหารที่สะสมมาถูกเอาออกมาใช้สร้างกำลังเต็มที่ จนกระทั่ง...กิโลเมตรที่ 32 เราเจอกับปีศาจอย่างจัง (เรื่องนี้มาจากนักวิ่งมาราธอนชอบพูดกันว่า เราจะเจอปีศาจหรือเรี่ยวแรงไม่พอในกิโลเมตรที่ 35) 

‘‘แต่ปีศาจของฉันโผล่มาก่อนจ้า พอเห็นป้ายกิโลเมตรที่ 32 ปุ๊บ ในใจคิดเลยว่าจะได้กินอาหารตรงจุดแวะพักแล้ว ว่ากันว่าอาหารจุดนี้เป็นสวรรค์ของนักวิ่ง เพราะมีอาหารเติมพลังเรียงรายเต็มไปหมด ทว่ามาถึงจุดแวะพักจริงๆ เฮ้ยยย...มีแต่กล่องเปล่า สรุปว่าอาหารหมด ช็อกมาก หิวมาก พอใจแป้วแค่นั้นแหละ ขาเขอไปหมด แรงหายหดไปในทันที วิ่งไปแบบไม่มีความหวัง แรงหมด ไกลโคเจนเกลี้ยง 

‘‘ตอนนั้นพยายามบอกตัวเองว่าอย่าดราม่า ต้องวิ่งต่อ แต่จุดจุดนั้นมันยากมาก เหมือนเครื่องดับ ขาลอยไปไหนแล้วไม่รู้ รู้เลยปีศาจมาจริงแล้ว มาก่อนกิโลเมตรที่ 35 อีก ไม่รู้ต้องทำยังไง คิดในใจเลยว่าไม่เอาแล้ว ยอมแพ้ นึกในใจ ‘ไม่ไหวแล้ว’ ฮือออออ’’ 

โค้งสุดท้ายต่อให้จบ    
‘‘แต่มันหยุดไม่ได้ วิ่งต๊อกๆ แต๊กๆ ประคับประคองตัวเองมาเรื่อยๆ ด้วยแรงจากขนมปังก้อนจิ๋วและองุ่นจากกองเชียร์ข้างทางที่หยิบยื่นให้กิน จนมาถึงช่วง 5 กิโลเมตรสุดท้ายเท่านั้น เอาละ! แรงมา ใจมา ระยะทางแค่นี้เท่าสวนลุมแค่ 2 รอบเอง เท้าเรายังคงก้าวไปเรื่อยๆ ท่ามกลางนักวิ่งที่ทยอยเดินเอื่อยๆ กัน

‘‘...‘ฮึบบบ ห้ามเดินนะ’ เราบอกตัวเองและวิ่งก้าวยาวๆ แซงคนนั้นคนนี้ไปเรื่อยๆ พอเข้าช่วงสุดท้ายรอยยิ้มก็ปรากฏออกมา วิ่งเร็วขึ้น และความรู้สึกฟินที่ทำได้เกิดขึ้นในใจเรา

‘‘...‘ใกล้แล้ววว อีกนิดเดียว ฮึบบบ’ บอกตัวเองรอบแล้วรอบเล่า จนเห็นคำว่า Finish ไกลๆ ตอนนั้นแรงมาจากไหนไม่รู้ วิ่งแบบมีความสุขมาก จำได้ว่าคนเชียร์กันคึกคัก ทั้งที่จริงเขาอาจไม่ได้เชียร์เราก็ได้ แต่เราก็เนียนโบกไม้โบกมือไปหมดแหละ บอกตัวเองว่าทำได้แล้ว (ตั้งแต่ก่อนเข้าเส้นชัยด้วยซ้ำ ฮ่าๆๆ) และแล้วเราก็วิ่งฉิวผ่านเส้นชัยพร้อมความรู้สึกงงๆ ว่าเออ...ถึงแล้วเหรอ แค่นี้เอง  

‘‘กว่าจะมารู้สึกฟินจริงๆ ก็ตอนกลับมาโรงแรม ได้ดูเหรียญ ดูสถิติตัวเองแบบจริงๆ จังๆ มาทบทวนดูว่าวันนี้เราผ่านอะไรมาบ้าง มันใช่เลยที่เขาว่ากันว่า การวิ่งมาราธอนสาระไม่ได้อยู่ที่เส้ยชัย แต่อยู่ระหว่างทาง เป็น 42.195 กิโลเมตรต่างหาก สำหรับเรามันดราม่ามาก สุขมาก สนุกมาก ทั้งเจ็บ หมดแรง หงุดหงิด กดดัน ฟินมาก ปนๆ กันไปหมด แต่สุดท้ายคือความภาคภูมิใจที่เราพาตัวเองมาได้ถึงจุดนี้ วันที่เราจบมาราธอนครั้งแรกด้วยเวลาวิ่งทั้งหมด 6.03 ชั่วโมงรวมเข้าห้องน้ำ 2 รอบ  นับเป็นเวลาที่ทำได้จริงและภูมิใจมากๆ แล้วละ

‘‘และแล้วทริปมาราธอนแรกก็จบลงด้วยความประทับใจ หลังจากวันแข่งเราก็ตะลุยเที่ยวและกินของอร่อยตามโปรแกรม พูดได้เลยว่าเป็นทริปที่สนุกและมีความสุขมากสมกับที่วางแผนวิ่ง+เที่ยวมาอย่างดี ไม่เสียใจเลยที่ได้มาลองมาราธอนครั้งแรกที่นี่ รู้สึกเป็นคนใหม่ เป็น ‘เรา’ ในเวอร์ชั่นที่มีพลังต่างๆ ซ่อนอยู่มากมาย เป็นความเจ็บปวดที่สวยงาม และแน่นอนว่าติดใจ และจะไปมาราธอนอีกครั้งอย่างแน่นอน’’