×

หลงรักฮ่องกงตรงยอดเขา

ศุภิกา กมลนาวิน | Writer | 12 June 2018

หากเป็นเมื่อสองหรือสามปีที่แล้ว ถ้าบอกใครว่าไปไฮกิ้งที่ฮ่องกงคงจะได้รับเสียงหัวเราะกลับมาเพราะคิดว่าเราปล่อยมุก หรืออาจเป็นสายตางุนงงขั้นสุด ไปฮ่องกงต้องไปไหว้พระสิ ต้องไปกินอาหารอร่อยๆ สิ ต้องไปชอปปิงสิ พร้อมกับคำถามยอดฮิตว่า “ฮ่องกงมีที่ไฮกิ้งด้วยเหรอ” อันที่จริงคอนเซปต์เรื่องการเดินทรมานตัวเองอาจไม่ใช่ความคิดที่เกิดขึ้นกับเราบ่อยนัก แต่หลังจากซาลาเปาไส้ไหลลูกที่สาม ทาร์ตไข่จำนวนนับไม่ถ้วน บะหมี่เกี๊ยวกุ้งยักษ์หลายชาม แถมยังมีข้าวหน้าห่านและติ่มซำมื้อใหญ่จ่อคิวรออยู่ เราจึงคิดว่าถึงเวลาต้องทำอะไรกับร่างของตัวเองบ้างแล้ว

สำหรับใครที่มองว่าฮ่องกงไม่เหมาะสมกับการไฮกิ้งหรือเทรกกิ้ง อยากให้เปิดใจลองมองเกาะยอดฮิตที่ภูมิประเทศเต็มไปด้วยทะเลและภูเขาซึ่งยังอุดมสมบูรณ์อยู่มากแห่งนี้ดู ฮ่องกงเต็มไปด้วยเส้นทางไฮกิ้งที่สวยงามติดอันดับโลก เพียงอึดใจเดียวจากย่านชอปปิงบนฝั่งเกาลูนและคาเฟ่เก๋แถวๆ เซ็นทรัลคุณก็จะได้พบกับป่าชื้นเขียวชอุ่ม ชายหาดเล็กๆ เงียบสงบไร้ผู้คน และจุดชมวิวบนยอดเขาสูง เส้นทางไฮกิ้งของฮ่องกงยังมีความยากง่ายหลายระดับ เลือกให้เหมาะกับความต้องการ ความสามารถ และความแข็งแรงของร่างกายได้เลย


 

Dragon’s Back เส้นทางไฮกิ้งสวยๆ ของสาวบอบบาง
Dragon’s Back หรือ “หลังมังกร” ที่การท่องเที่ยวฮ่องกงอวดนักอวดหนาว่าเป็นเส้นทางไฮกิ้งยอดฮิตที่ชาวฮ่องกงมักมาเดินออกกำลังกายกันวันเสาร์-อาทิตย์ทำให้เรารู้สึกอุ่นใจขึ้นหน่อยว่า อย่างน้อยคงไม่ใช่เส้นทางที่ถูกทิ้งรกร้างไม่ได้รับการดูแล คนฮ่องกงยังเดินได้ ทำไมสาวไทยใจกล้าถึงจะเดินไม่ไหวล่ะ

ทัศนียภาพช่วงครึ่งแรกของเส้นทางหลังมังกรน่าตื่นตาตื่นใจไม่หยอก เราเดินตามทางเดินดินแคบๆ เลี้ยวเลาะไปในพงต้นไม้ที่สูงระดับศีรษะ แม้ไม่ค่อยมีต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงามากนักแต่อากาศกลับเย็นสบาย และมีลมเอื่อยๆ พัดกลิ่นทะเลหอมๆ เข้ามาปะทะจมูกเป็นระยะ เราเดินขึ้นเนินบ้าง ลงเนินบ้าง แต่ไม่ได้ทำให้รู้สึกเหนื่อยจนต้องยืนหอบ เพราะเขาก็อุตส่าห์มีจุดชมวิวให้พักถ่ายรูป และมีจุดสำหรับปิ้งบาร์บีคิวอยู่ตลอดทาง





อาจเป็นเพราะว่าวันที่เราไปเดินเป็นวันธรรมดา เส้นทางธรรมชาติของหลังมังกรจึงค่อนข้างปราศจากผู้คน มีเพียงคู่หนุ่มสาวคู่หนึ่งกับกลุ่มคุณลุงชาวฮ่องกงอีกกลุ่มหนึ่งที่เดินสวนเราไป เราใช้เวลาเดินประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่งก็ถึงยอดเขา ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่เป็นไฮไลต์ของเส้นทางนี้ สิ่งที่เราชอบอย่างหนึ่งของการเดินไฮกิ้งที่ฮ่องกงคือเขาจะมีป้ายบอกทางชัดเจน อ่านเข้าใจง่ายว่าเราอยู่ที่ไหนแล้ว ต้องเดินต่อทางไหน และใช้เวลาอีกนานเท่าไหร่ ทำให้สามารถคำนวณเผื่อแรงไว้สำหรับขากลับได้โดยไม่หมดแรงเสียก่อน

ครึ่งหลังของเส้นทางเดินเมื่อเทียบกับครึ่งแรกถือว่าค่อนข้างสบาย เพราะเป็นทางเดินราบวกวนเข้าไปในป่าที่มีต้นไม้สูงๆ คอยบังแดด ระหว่างทางมีน้ำตกเล็กๆ ไหลดังจ๊อกๆ แจ๊กๆ บางแห่งก็น้ำแห้งเหลือแต่หินก้อนกลมๆ ใหญ่ๆ อากาศเย็นสบายและชื้นกว่าตอนครึ่งแรกมากนัก แต่ถึงเส้นทางจะเดินสบายกว่า เรากลับมองว่าครึ่งแรกน่าตื่นเต้นและสนุกกว่าเยอะเลย

Dragon’s Back เป็นเส้นทางไฮกิ้งที่ค่อนข้างปรานีกับนักเดินทางมาก และเหมาะกับสาวร่างบอบบางเป็นอย่างยิ่ง เพราะเส้นทางค่อนข้างสั้น เดินง่าย สัญญาณโทรศัพท์แรงดี และวิวสวยงดงามตามสมควร ไฮเกอร์มือใหม่หรือมือสมัครเล่นมาเดินได้แบบชิลๆ มีรองเท้าคู่ใจสักคู่หนึ่ง น้ำเปล่าสักขวด และแซนด์วิชหรือขนมอีกนิดหน่อยก็สามารถเดินได้อย่างสบายๆ

การเดินทาง: จุดเริ่มต้นของเส้นทางไฮกิ้งค่อนข้างสะดวก เพราะสามารถขึ้น MTR ไปถึงสถานี Shau Kei Wan แล้วออกทางออก Exit A3 ซึ่งจะเจอกับป้ายรถเมล์ จากนั้นกระโดดขึ้นรถสาย 9 แล้วไปลงที่ป้าย To Tei Wan บนถนน Shek O ได้เลย ลงปุ๊บก็เจอป้ายจุดเริ่มต้นทันที

การเตรียมตัว: Dragon’s Back เป็นเส้นทางไฮกิ้งที่ค่อนข้างปรานีกับนักเดินทางมาก และเหมาะกับสาวร่างบอบบางเป็นอย่างยิ่ง เพราะเส้นทางค่อนข้างสั้น เดินง่าย สัญญาณโทรศัพท์แรงดี และวิวสวยงดงามตามสมควร ไฮเกอร์มือใหม่หรือมือสมัครเล่นมาเดินได้แบบชิลๆ มีรองเท้าคู่ใจสักคู่หนึ่ง น้ำเปล่าสักขวด และแซนด์วิชหรือขนมอีกนิดหน่อยก็สามารถเดินได้อย่างสบายๆ โดยไม่ต้องใช้ไม้เท้าเดินป่าเลยด้วยซ้ำ

Maclehose Trail อีกเส้นทางสวยเด็ดที่ครบทั้งภูเขาและทะเล

Maclehose Trail เส้นทางไฮกิ้งสวยขาดใจ (และเหนื่อยขาดใจเช่นกัน) สำหรับสาวขาลุย
Maclehose Trail เป็นเส้นทางนรกสำหรับลงโทษคนที่กินข้าวหมูกรอบมากเกินพิกัด กินความยาวกว่า 100 กิโลเมตร ว่ากันว่าหากจะเดินตั้งแต่ต้นจนจบต้องใช้เวลาถึงหนึ่งสัปดาห์เลยทีเดียว นั่นคงเป็นสาเหตุที่เขาจัดแจงแบ่งทั้งเส้นทางออกเป็น 10 ส่วน โดยสามารถเลือกไฮกิ้งทีละส่วนหรือสองส่วนได้ แต่ถ้าใครฟิตจัดก็สามารถเดินรวดเดียวจบได้ ขอเพียงเตรียมอุปกรณ์แคมป์ปิ้งมาให้พร้อมเท่านั้น

เราเลือกเดินจากส่วนที่ 1 (Section 1) และวางแผนว่าเอาให้จบส่วนแรกนี้ก่อนแล้วค่อยหาทางกลับ Maclehose Trail ไม่ทำให้ไฮเกอร์ผิดหวังแม้แต่น้อย เพราะมีครบทุกสิ่งที่เส้นทางไฮกิ้งควรจะมี มีทางเดินลาดชันในระดับเบสิก (เดินก้าวใหญ่ๆ สวยๆ ไม่เหนื่อยมาก) ไปจนถึงระดับแอดวานซ์ (ก้าวขาแต่ละครั้งแฮมสตริงเกือบขาด) พื้นผิวมีทั้งแบบถนนลาดยางอย่างดีเพราะใช้ร่วมกับรถยนต์ และทางเดินขรุขระในป่าที่เต็มไปด้วยหินก้อนใหญ่ๆ รูปร่างแปลกตาที่มองแล้วไม่แน่ใจว่าจะต้องเอาเท้าเหยียบลงไปตรงไหน 

ไฮไลต์ของเส้นทาง Maclehose อยู่ที่วิวอันสวยงาม ไม่ว่าจะเป็นเขื่อน Highland Reservoir East Dam กว้างใหญ่ มองเห็นน้ำทะเลสีฟ้าเข้มสุดลูกหูลูกตา, Hexagonal Rock Columns แนวหินภูเขาไฟรูปร่างประหลาดซึ่งเกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟซ้ำแล้วซ้ำอีกตั้งแต่เมื่อ 140 ล้านปีที่แล้ว, ถ้ำริมชายหาด, กลุ่มก้อนหินแปลกๆ ริมทะเล ไปจนถึงชายหาดเล็กๆ แสนเงียบสงบอย่าง Long Ke ซึ่งถูกเลือกใช้เป็นจุดแคมป์ปิ้งค้างคืนสำหรับไฮเกอร์ที่มุ่งมั่นจะเดินจนจบเส้นทาง และจุดกิจกรรมสำหรับผู้ชื่นชอบกิจกรรมทางน้ำต่างๆ

แต่จุดที่เราชอบที่สุดคือบริเวณชมวิวบนยอดเขา Sai Wan Shan ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในเส้นทาง Maclehose ทั้งสิบ โดยมีความสูงกว่า 314 เมตร เราฝ่าฟันทางเดินขึ้นเขาที่ชันและขรุขระจนมีแวบหนึ่งที่คิดว่าคงไม่รอดออกจากตรงนี้แน่นอน หลังจากปีนขึ้นเขาเป็นเวลาเกือบสองชั่วโมงเราก็ถึงจุดชมวิวที่มองลงไปจะเห็นน่านน้ำฮ่องกงคดเคี้ยวผ่านเกาะแก่งต่างๆ จนเกิดเป็นชายหาดขนาดย่อม 5 แห่งที่สวยงามจนแทบหยุดหายใจ เราเชื่อว่า ณ เวลานั้นถ้าเราไม่ต้องยืนหอบทุกๆ 10 ก้าว ชายหาด 5 แห่งนั้นจะดูสวยกว่าที่เห็นมากนัก

การเดินทาง: เขาว่ากันว่าสถานที่สวยๆ มักจะไปยาก การเดินทางไป Maclehose เริ่มจาก MTR สถานี Diamond Hill เดินไปตามทางออกที่ชี้ไปทางสถานีรถเมล์ เลือกขึ้นรถสาย 92 เพื่อไปลงสถานี Sai Kung ซึ่งอยู่ริมทะเล แล้วจึงต่อรถสาย 94 เพื่อมาลงที่ป้าย Pak Tam Chung ซึ่งอยู่หน้าทางเข้าอุทยาน จากนั้นค่อยเดินเท้าเข้าไปตามถนนลาดยางในอุทยานประมาณครึ่งชั่วโมงก็จะเจอจุดเริ่มต้นของ Maclehose แค่เดินทางไปก็เหนื่อยแล้ว แต่มองโลกในแง่ดีไว้ว่าอย่างน้อยเราก็ได้ไปเดินเล่นริมทะเลแถวไซกุง (Sai Kung) ซึ่งเป็นแหล่งเดินเล่นกินอาหารทะเลที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของฮ่องกงเชียวนะ

การเตรียมตัว: เราว่าเส้นทางเดินป่าอย่าง Maclehose เป็นเส้นทางประเภทรวมฮิต คือมีทุกอย่างที่คนชอบแอดเวนเจอร์ต้องการ ทั้งป่า ทั้งทะเล ทั้งภูเขา ทั้งถ้ำ เพราะฉะนั้นจงเตรียมไปให้หมดทุกอย่างที่นึกได้ ทั้งไฟฉาย หมวก ร่ม น้ำดื่ม อาหารเบาๆ ผ้าขนหนู กระดาษทิชชู แผนที่ เพาเวอร์แบงก์ โทรศัพท์และเบอร์ติดต่อสำคัญต่างๆ ส่วนสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือ ไม้เท้าสำหรับเดินป่า เพราะถ้าไม่มีน่าจะเดินลำบากมาก และเพื่อนร่วมทางดีๆ สักคน เราถือว่าเป็นอุปกรณ์ช่วยชีวิตประเภทหนึ่งเลยทีเดียว