×

เสน่ห์รัสเซีย: เมื่อทั้งเมืองเป็นสีขาวที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

เอกลักษณ์ เชิดชู | Writer | 19 June 2018



ปรีเวียต! (Привет!) เสียงทักทายยามเช้าจากร้านกาแฟข้างทางง่ายๆ ในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก (Sankt-Peterburg) ในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนที่เต็มไปด้วยหิมะรายล้อมรอบถนนจนทั้งเมืองล้วนเป็นสีขาว มีผู้คนที่เป็นนักท่องเที่ยวตัวยงเคยกล่าวไว้ว่าที่นี่คือ “หน้าต่างแห่งยุโรป” ก็คงจะไม่ผิดนัก เมืองเก่าแห่งหนึ่งของโลกที่เป็นทั้งเมืองศิลปะ วรรณกรรม และการดนตรี ที่สำคัญถูกจัดให้เป็นเมืองมรดกโลกอีกด้วย 
 

เราใช้เวลาในการหาข้อมูลท่องเที่ยวเมืองนี้ด้วยโซเชียลเป็นหลัก ทั้งอินสตาแกรม กูเกิล หรือแม้แต่เพจท่องเที่ยวดังๆ ของโลก จนทำให้ได้มาเห็นกับตาว่าเมืองนี้นอกจากวิหาร ปราสาทที่สวยกว่าหลายๆ เมืองในยุโปแล้วยังมีพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง The Hermitage ของซาร์แห่งจักรวรรดิรัสเซีย ซึ่งแต่เดิมพระราชินีแคเทอรีนทรงรวบรวมภาพเขียนชื่อดังจากทั่วทุกมุมโลกไว้มากมาย จนต้องสร้างห้องสำหรับเก็บภาพและสมบัติล้ำค่าขึ้นมา โดยมีน้อยคนนักที่จะได้เห็น ต่อมาได้มีการจัดหมวดหมู่ของสะสมทั้งหมดและเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมได้ ซึ่งมีคนเคยคาดเดาว่าต้องใช้เวลาทั้งหมด 15 ปีถึงจะดูได้ครบ...

The Hermitage พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ภายนอกพระราชวังใช้โทนสีเขียว-ขาวด้วยสถาปัตยกรรมบาโรก ตัวอาคารมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า 3 ชั้นที่ใหญ่โตมาก เดอะ เฮอร์มิเทจประกอบด้วยอาคาร 5 หลังที่ต่อกันไปเรื่อยๆ ทั้งพระราชวังฤดูหนาว (Winter Palace), อาคารเล็ก (Small Hermitage), อาคารเก่า (Old Hermitage), อาคารใหม่ (New Hermitage) และอาคารโรงหนัง (Hermitage Theatre) โดยมีการพูดถึงกันว่าของสะสมทั้งหมดมีมากกว่าสามล้านชิ้น
 

หนึ่งในภาพที่ใครหลายคนมาที่นี่แล้วอยากได้ยลของจริงกับตาอย่าง Madonna and Child (The Litta Madonna) ที่ถูกซื้อมาจากท่าน Count Litta ตั้งแต่ปี 1865 จากอิตาลี กลายเป็นภาพสัญลักษณ์ของนักท่องเที่ยวที่ต่างรุมล้อมเพื่อถ่ายรูปไม่ต่างจากภาพวาดของ Mona Lisa ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์เท่าใดนัก ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน

จากการท่องเที่ยวในแถบยุโรปมาหลายประเทศทำให้เห็นว่า พระราชวังในรัสเซียมีความสวยงามและวิจิตรบรรจงมากกว่ายุโรปอีกเท่า ในยุครุ่งโรจน์ของประเทศรัสเซียดินแดนแห่งนี้ถือว่าเป็นประเทศมหาอำนาจในสมัยนั้น ผู้คนรุ่มรวยและมีอารยธรรมมาก และอำนาจของกษัตริย์สามารถสร้างทุกอย่างได้ตามที่ต้องการ เสียงในเครื่องบันทึกเสียงของพิพิธภัณฑ์ยังคงเล่าถึงจุดต่างๆ ไปเรื่อยๆ ผมมาหยุดอยู่ที่ Pavilion Hall ห้องสีขาวขนาดใหญ่ที่มีแชนเดอเลียร์วิจิตรละลานตาถึง 28 โคม หนึ่งในนั้นมีนาฬิกานกยูงทองรำแพนหางที่เป็นหนึ่งในไฮไลต์ของห้องนี้ รวมถึงสัตว์ปีกอีก 3 ชนิด คือ นกยูง นกฮูก และไก่ ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 ที่ยังคงทำงานได้ดีและส่งเสียงร้องอยู่เป็นระยะ 

นักท่องเที่ยวอย่างผมใช้เวลาเดินทอดน่องในพิพิธภัณฑ์นี้ได้เพียงครึ่งค่อนวันเท่านั้น โดยเลือกโซนศิลปะที่เป็นจริตตัวเองอย่างห้องรูปปั้นต่างๆ ซึ่งรวบรวมจากทั่วโลกมาไว้ หรือเดินเก็บและมองดูศิลปะสไตล์บาโรกที่ประดับอยู่ตามบันไดทางขึ้นบ้าง ตามฝาผนังบ้าง ซึ่งทำให้เชื่อกับตัวเองอย่างสนิทใจว่า พระราชวังในรัสเซียสวยกว่าพระราชวังในยุโรปจริงๆ ความวิจิตรของการตกแต่งพระราชวังแห่งนี้แตกต่างจากหลายๆ ที่ในยุโรป จะเห็นได้ว่าหลายต่อหลายพระราชวังในรัสเซียหยิบยกหินสีอย่างมาลาไคต์สีเขียวมาประดับประดาตัดกับสีทองและสีขาวอย่างลงตัว บ้างทำเป็นเสาสีเขียวขนาดใหญ่ บ้างก็ทำเป็นแจกันขนาดใหญ่หลายคนโอบ ซึ่งในอดีตกาลหินชนิดนี้พบมากในประเทศรัสเซีย ทว่าปัจจุบันถึงจะยังหาได้ก็จริงแต่ไม่สามารถขุดพบหินมาลาไคต์ขนาดใหญ่พอที่จะทำเสาร์หรือเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งได้อีกแล้ว รวมถึงปัจจุบันก็มีราคาสูงเป็นอันดับต้นๆ ของหินสีอีกด้วย 
 

เอาจริงๆ ความสุขในการเดินดูศิลปะของคนที่เสพศิลป์นั้นทำให้ใครหลายคนเดินสนุกและอิ่มเอมได้ทั้งวัน แต่สำหรับผมแล้วสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ เช่น เสียงคน หรือทัวร์เป็นหมู่คณะของคนจากทั่วโลก ทำให้วาระของการตั้งใจดูหยุดลง ทำได้เพียงเดินตามทางไปเรื่อยๆ และเลือกที่จะดูหรือสนใจในสิ่งที่ชอบเท่านั้น รวมถึงอีกอย่างวันนี้หิมะหยุดตกพอดี จึงทำให้กลุ่มคณะที่เดินทางมาด้วยกันเลือกที่จะไปยังสถานที่อื่นๆ ที่เราลงความเห็นกันว่าวันนี้ต้องไปให้ได้

Nevsky Prospekt ถนนช็องเซลีเซแห่งเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

เราออกจากพิพิธภัณฑ์เดอะ เฮอร์มิเทจ และกลับมาสู่ถนนสายสำคัญอย่าง Nevsky Prospekt (Не́вский проспе́кт) ที่ได้ชื่อว่าเป็นช็องเซลีเซแห่งเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ทั้งสองฝั่งถนนเนฟสกีเต็มไปด้วยอาคารบ้านเรือนสวยงาม มีร้านค้า ร้านอาหาร ร้านขายสินค้าพื้นเมืองรัสเซีย และสถานที่สำคัญของเมืองมากมาย สิ่งที่ชอบอย่างหนึ่งของประเทศนี้คือผู้คนยังคงให้ความสำคัญกับหนังสือ เราจะเห็นร้านหนังสือเก่า หนังสือใหม่ มีขายตลอดสองข้างทาง บ้างก็เห็นคุณลุงนั่งอ่านหนังสือในร้านกาแฟ เด็กวัยรุ่นบ้าง ทำให้คิดกับตัวเองว่า อยากให้คนไทยอ่านหนังสือเป็นเล่มเยอะๆ เหมือนแต่ก่อนจัง แต่ความคิดก็หยุดลงตรงที่ว่า จุดเริ่มต้นของการกลับมารักการอ่านหนังสือต้องเริ่มจากทุกคน ไม่ใช่ผมที่ยืนคิดเพียงคนเดียว...

 

ในช่วงที่หิมะตกจนเริ่มละลายและจับกลุ่มเป็นก้อนน้ำแข็งสองข้างทาง เราลื่นไถลเป็นครั้งคราว ด้วยรองเท้าผ้าใบที่สวมใส่สบายง่ายๆ แต่ไม่สามารถเกาะพื้นน้ำแข็งได้ดีนัก ระหว่างทางเห็นพนักงานทำความสะอาดหลังคากวาดหิมะบนหลังคาอยู่เป็นระยะ มีเขตกั้นความปลอดภัยตึกนั้นบ้าง ตึกนี้บ้าง เหตุผลง่ายๆ ของการทำความสะอาดก็เพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากหิมะที่มักละลายและรวมตัวกันเป็นหยดน้ำ กอปรกับความหนาวในยามค่ำที่อุณหภูมิลดต่ำลงจนทำให้หยดน้ำกลายเป็นแท่งน้ำแข็งแหลมที่อาจตกลงมาด้านล่างในขณะที่ผู้คนสัญจรไปมาได้ ในช่วงเกือบสี่โมงเย็นผมและเพื่อนเดินเตร็ดเตร่แวะร้านของเก่าบ้าง ร้านขนมบ้าง จนรู้สึกตัวอีกทีก็มาเดินตามถนนเลียบคลองแถวๆ Khram Spasa na Krovi 

ระลึกถึงพระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2 ที่วิหารหยดเลือด

แล้วสายตาก็เริ่มมองเห็น Church of the Savior on Spilled Blood หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ Church on Spilt Blood (Собор Воскресения Христова) วิหารหยดเลือดที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงพระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2 ซึ่งเด่นตระหง่านสาดสีสันตัดกับหิมะกองสีขาวเท่าภูเขาตรงหน้า นับว่าเป็นโชคดีของพวกเราในวันนี้ที่ไม่ค่อยมีคณะทัวร์มาให้เห็นเท่าไรนัก ทำให้ได้ภาพวิหารหยดเลือดที่ปราศจากผู้คน ต่างจากหลายๆ วันที่มักมีผู้คนหมุนเวียนมาเที่ยวชมที่นี่สม่ำเสมอ 


เราเดินเข้าไปด้านในที่กำลังมีการบูรณะภายในวิหาร และเดินออกทางด้านหลังที่มีสวนขนาดใหญ่ขนานกับลำคลองซึ่งกลายเป็นน้ำแข็ง ก่อนข้ามถนนมาเพื่อบันทึกภาพวิหารอย่างสนุกสนาน ความหนาวเย็นลดหายไปทันทีเมื่อเราสาละวนกับการถ่ายรูปในวันที่ปราศจากนักท่องเที่ยวเช่นนี้ จนใกล้หนึ่งทุ่ม หนึ่งในคณะที่ไปด้วยกันเริ่มให้สัญญาณว่าเราควรบอกลาวิหารหยดเลือดเพื่อไปยังที่อื่นต่อ

Eliseyev Emporium ห้างเก่าแก่กว่าศตวรรษที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

เราเดินเลาะมายังถนนเนฟสกีอีกครั้ง ช่วงสองทุ่มของที่นี่อากาศลดลงอย่างเห็นได้ชัด บางคนเริ่มใช้ผ้าพันคอหลายๆ ทบเพื่อป้องกันความหนาว ลมที่พัดมาเป็นระยะทำให้ผมและเพื่อนๆ ต้องเดินเบียดกันมากขึ้น ถนนที่เปียกลื่นด้วยหิมะละลายทำให้ยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังในการเดินบนฟุตปาธไปอีกขั้น อาคารและที่ทำการสำคัญๆ เริ่มเปิดไฟส่องอาคารจนเห็นความสวยงามของสถาปัตยกรรมท่ามกลางความมืดมิด เราแวะร้านนั้นร้านนี้ด้วยความอยากรู้ จนในที่สุดก็มาหยุดอยู่หน้าตึกหัวมุมบนถนนสายหลักนี้ “นี่ไง Eliseyev Emporium” ผมโพล่งพูดด้วยความดีใจที่เห็นสถานที่ที่ตัวเองลิสต์ไว้ก่อนมารัสเซียว่าจะต้องมาให้ได้ 

 

Eliseyev Emporium เป็นห้างเก่าแก่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1902 โดยพี่น้องตระกูล Elisseeff ตั้งอยู่เลขที่ 56 ถนน Nevsky Prospekt ออกแบบก่อสร้างโดยสถาปนิกนามว่า Gabriel Baranovskii จุดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นการตกแต่งทั้งตัวตึกและภายในอาคารในสไตล์ Art Nouveau ที่ทำให้สถานที่แห่งนี้กลายเป็นร้านค้าปลีกที่สวยงามติดอันดับโลกในปัจจุบัน ภายนอกอาคารมีรูปปั้นประติมากรรมทั้งสี่ ประกอบด้วยรูปปั้นนักวิทยาศาสตร์ รูปปั้นนักพาณิชย์ รูปปั้นนักอุตสาหกรรม และรูปปั้นนักศิลปะ ที่ออกแบบโดย Amandus Adamson 


ภายในอาคารคลาคล่ำไปด้วยอาหาร ขนมปังฝรั่งเศส และเบเกอรี่นานาชนิดที่ขึ้นชื่อของรัสเซีย บ้างก็มีวัตถุดิบนานาชาติ เช่น เบียร์ ของแห้งต่างๆ รวมถึงโซนคาเฟ่ที่เราสามารถเลือกขนมในตู้กระจกทรงโค้งที่รายรอบอาคาร ของขึ้นชื่ออย่างชีส ไข่ปลาคาเวียร์ และไวน์ชั้นดีดูจะเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากของห้างนี้ พนักงานหนุ่มสาวสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างดีเยี่ยมและเป็นกันเองกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งดูจะขัดกับผู้คนบนท้องถนนที่มักหน้านิ่งและสนใจกับวิถีชีวิตของตนเอง 
 

เราเดินเล่นซื้อขนมเล็กๆ น้อยๆ ที่ชอบ เช่น ลูกอมที่มาในแพ็กเกจน่ารักแต่แสนจะคลาสสิก และเดินถ่ายนั่นถ่ายนี่รอบห้างซึ่งภายในวิจิตรตระการตามาก สถาปัตยกรรมดุจราชวังหลายๆ ที่ที่ผมเคยผ่านพบ จิตกรรมฝาผนังมีทั้งภาพวาดและรูปปั้นซึ่งถูกจัดวางและตกแต่งอย่างเหมาะสม โถงเพดานประดับประดาด้วยกระจกสี นับเป็นงานสถาปัตยกรรมที่น่าทึ่งของห้างที่เก่าแก่แห่งของโลก เราเดินถ่ายรูปและ Story ลงไอจีอย่างสนุกสนานกับสถานที่ที่แปลกตาและน่าพิสมัยแห่งนี้ ลูกค้าส่วนใหญ่ของห้างเป็นคนรัสเซีย และนิยมแวะซื้อวัตถุดิบทั้งสดและแห้งกลับบ้าน ด้วยความที่ Eliseyev Emporium ปิดดึกจึงมีหนุ่มสาวเป็นกลุ่มบ้างที่นั่งจิบกาแฟร้อนและขนมในช่วงค่ำๆ แบบนี้ แตกต่างจากเราที่ซื้อของและขนมเล็กๆ น้อยๆ ติดกลับบ้าน จนได้เวลาสักพักเราจึงล่ำลาห้างที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แล้วมุ่งหน้าเพื่อไปรับประทานอาหารค่ำ ณ ร้านที่จองไว้

คิดถึงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก 

ความสวยงามของเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กคือมีบรรยากาศ สภาพบ้านเมือง และสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นแตกต่างจากประเทศยุโรปอื่นๆ ที่เคยไปมา รวมถึงวัฒนธรรมและการใช้ชีวิต เราเฉยชากับการเพิกเฉยของคนรัสเซียที่ดูท่าไม่ค่อยเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวเท่าใดนัก แต่จริงๆ แล้วลึกๆ เขาจิตใจดีและช่วยเหลือเท่าที่ทำได้ แตกต่างจากที่ได้ยินและได้ฟังจากผู้ที่เคยไปมาก่อนหน้า อาจมีบ้างที่เกิดเหตุการณ์ลุ้นระทึก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าประเทศนี้จะอันตราย ถือว่าน้อยนิดมากถ้าเทียบกับอีกหลายประเทศที่เราไปมา ระยะเวลาสิบกว่าวันในสองเมืองใหญ่ของรัสเซียทำให้เรารู้ว่า จริงๆ แล้วประเทศนี้ก็เป็นอีกหนึ่งประเทศในดวงใจ ที่คิดถึงเมื่อไรก็อยากกลับไปเยือนอีกครั้ง...คิดถึงนะ รัสเซีย