×

เพื่อนเดินทาง x จริยดี สเป็นเซอร์: เที่ยวกับลูก ใจต้องนิ่ง! 

มณฑิณี เชียงสงค์ | Editor-in-chief | 16 July 2018

เด็กชายเจค-สรรพสิทธิ์ สเป็นเซอร์เดินทางครั้งแรกตอนอายุสามเดือนเพื่อไปเชียงใหม่ หกเดือนไปญี่ปุ่น อังกฤษปีละหลายหน ไหนจะฝรั่งเศส อิตาลี ฮ่องกง สิงคโปร์ พัทยา หัวหิน ชะอำ สมุย ภูเก็ต และเจคกี้ในวัยสี่ขวบมีวี่แววจะได้ไปแซมเบีย! 



ตำแหน่ง Travel Like a Pro คุณแม่สายลุยจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคุณเปิ้ล-จริยดี สเป็นเซอร์ ที่ถ่ายทอดดีเอ็นเอนักเดินทางให้ลูกชายได้สัมผัสกับโลกกว้างแบบไปไหนไปกันเต็มที่ ใครเคยถอดใจกับการพาลูกเที่ยวขอให้ลองฟังที่คุณเปิ้ลเล่าใหม่ แล้วจะรู้ว่าทริปแสนสนุกโมเมนต์พ่อแม่ลูกนั้นไม่ยากอย่างที่คิด ที่สำคัญความสุขทางใจยังไงก็คุ้ม
 




ลูกไม่ใช่อุปสรรคในการเดินทาง
“สมัยก่อนคิดว่าจะไปเที่ยว เย็นนี้ก็ไปแล้ว ไม่คิดมาก เพราะเป็นคนชอบเที่ยว ไปที่ไหนก็ได้ เดินทางแบบไหนก็ได้ เพราะมีความเชื่อว่าการออกไปเอกซ์พลอร์โลกคือการเปิดโลกทัศน์ใหม่ สั่งสมประสบการณ์ เจอเพื่อนใหม่ๆ แต่พอมีลูกปุ๊บทำอย่างนั้นไม่ได้แล้ว ต้องคิดว่าจะแพ็กกระเป๋ายังไงให้เขา ลูกสบายดีหรือเปล่า ถ้าป่วยอยู่จะลากไปไม่ได้ ถ้าเราป่วยนี่ หากไม่ได้หนักมากเราก็ไปแล้ว แต่ถ้าเป็นเด็กต้องวางแผน มีเรื่องประกัน ต้องเตรียมยา เพราะบางประเทศจะไปซื้อยาต้องมีใบรับรองแพทย์ คือมีการเตรียมพร้อมเยอะพอสมควร แต่ถามว่าเป็นอุปสรรคไหม ไม่เคยคิดว่าเป็นอุปสรรคเลย คุยกับสามี (คุณเจ สเป็นเซอร์) ด้วยความที่เราชอบเที่ยวทั้งคู่ พอมีลูกไม่ใช่ว่าจะหยุดเที่ยว แต่ต้องปรับตัวยังไงให้ทั้งพ่อ แม่ และลูกมีความสุข แต่ละทริปจะได้ประสบการณ์ที่ดี และเป็นไดอารี่ของลูกด้วย อายุเท่านี้เจคได้ไปกี่ประเทศแล้ว เจคไม่ใช่ Tourist นะ เจคเป็น Traveller ถ้าลูกโตขึ้นอีกหน่อยแล้วเขาอยากไปไหน จะบอกลูกว่าไปเลย แต่ต้องปลอดภัย โดยส่วนตัวแล้วเปิ้ลกับสามีซัปพอร์ตลูกทุกอย่าง เพราะการที่เราเห็นโลกจากอินเทอร์เน็ตก็ดีนะ แต่การได้ไปสัมผัส จับต้อง ได้ไปสูดอากาศ ไปพูดคุย มันเป็นอีกมิติที่เราอยากให้ลูกไปเจอ”
 


ฝึกลูกให้ชิลกับทุกสถานการณ์
“มีลูกแล้วความบ้าบิ่นจะเที่ยวไม่ได้ลดลง อาจสโลว์ดาวน์ในแง่ของจังหวะในการไปมากกว่า อย่างเจคนี่สามเดือนไปเยี่ยมคุณตาคุณยายที่เชียงราย หกเดือนเปิ้ลพาไปญี่ปุ่นแล้ว หลายคนอาจบอกว่าเอาไปทำไม ลูกจะรู้เรื่องเหรอ บางคนบอกว่าทำไมเอาลูกออกจากบ้าน เดี๋ยวก็ติดโรคอย่างโน้นอย่างนี้ อ้าว จะให้ขังลูกอยู่แต่ในบ้าน เราก็เอาเชื้อโรคกลับมาเจอลูกอยู่ดีเหมือนกัน เปิ้ลกับสามีมองว่าจะไปที่ไหนก็ได้ แค่ต้องเตรียมพร้อมให้ลูกเท่านั้นเอง ให้เขารู้สึกชิน จะขึ้นรถ ขึ้นเรือ ขึ้นรถไฟ เป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นสำหรับเขา แต่ไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ การเดิน ขึ้นรถใต้ดิน เจอฝุ่นเยอะๆ คือเรื่องปกติ เราฝึกเขาแต่เด็ก ปัจจุบันนี้เจคไปไหนเขาจะชิล 

“เปิ้ลอยากบอกหลายๆ คนว่า การไปเที่ยวไม่ใช่การเปลี่ยนที่เลี้ยงลูกนะ อย่างการเอาลูกขึ้นเครื่องบิน หลายคนกลัวว่าลูกจะร้องไหม จะป่วยไหม เจคเคยไข้ขึ้นตอนอยู่บนเครื่องบิน แต่เราไม่แพนิก เราเตรียมยามาครบ ก็เช็ดตัวอะไรไป คือถ้าพ่อแม่มีใจจะไปและเตรียมพร้อมมาดี ไม่ต้องกลัวเลย อายุเท่าไหร่ก็ไปได้ แต่สิ่งที่ลดทอนไปก็อาจจะเป็นที่ที่เสี่ยงหน่อย ที่ที่โรงพยาบาลหายาก หรือเดินทางอันตรายเกินไป ก็รออีกหน่อยแล้วค่อยไป ไม่ได้เร่งว่าลูกต้องไปตอนนี้ เป็นจังหวะมากกว่าว่าช่วงนี้ไปประเทศไหนได้ เดี๋ยวสี่ขวบเจคอาจจะไปแซมเบีย แต่เราฝึกเขามา เดี๋ยวขึ้นเครื่องบินเขาก็จะหลับได้แล้ว เราสอนให้เขาเข้าใจว่านอนนะ ถึงแล้วตื่นมาจะได้เฟรช ให้เขารู้สึกว่าพาหนะต่างๆ คือเรื่องปกติ การเที่ยวคือเรื่องธรรมชาติ และไม่ใช่ว่าพ่อแม่จะขนทุกอย่างไปหมด แต่ละที่คือเราทำการบ้าน อย่างไปญี่ปุ่น เป็นประเทศที่ Kid-friendly มาก เขามีครบหมดเลย ไม่ต้องเอาอะไรไปมาก”
 


โตเกียว เมืองที่เป็นมิตรสำหรับครอบครัวมือใหม่พาลูกเที่ยว
“ญี่ปุ่นหรือโตเกียวนี่ให้เลย Kid-friendly มาก อาจแพงหน่อย แต่เราเลือกได้ เลือกกินได้ ไม่ได้ต้องอยู่หรูหราแพงๆ ตลอด คือเขาให้ความสำคัญกับเด็กมาก เพราะคนญี่ปุ่นพาลูกไปทุกที่เลย ห้างทุกห้าง ทุกที่มีเก้าอี้เด็ก เมนูเด็ก สวนสาธารณะก็เด็กเต็มไปหมด พิพิธภัณฑ์ต่างๆ ก็เอื้อสำหรับเด็ก เดินทางยังไงสะดวก ทุกอย่างเขาคิดเผื่อมาให้สำหรับคนมีลูก ถ้าเป็นอังกฤษเราแทบไม่เห็นพ่อแม่พาเด็กมากินข้าวมื้อเย็นตามร้านหรูๆ เลยนะ แต่โตเกียวไปไหนก็เจอเด็ก เปิ้ลชอบพาลูกไปสวนสาธารณะ เอาเสื่อไปปู ให้ลูกวิ่งเล่น เอาลันช์บอกซ์ไปกิน เราได้เห็นวัฒนธรรมของคนที่นั่นจริงๆ ได้เสพความเป็นธรรมชาติ ได้เห็นกิจกรรมในครอบครัว เดี๋ยวนี้เปิ้ลกับเจก็สโลว์ดาวน์ไปเยอะ มีลูกนี่กว่าจะออกไปไหนก็เกือบเที่ยง การมาร์กว่าวันนี้จะไปที่ไหนบ้าง จากสามที่ก็อาจเหลือที่เดียว แต่เราคุยกันว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวค่อยมาคราวหน้าได้ เปลี่ยนมุมมองการเที่ยวไปเหมือนกัน เรารู้สึกว่าบางครั้งถ้าไปแล้วไม่ถึงจุดหมายนั้นก็ไม่เสียหาย ไม่ได้ไปดูอันโน้นอันนี้ก็ไม่เป็นไร สิ่งสำคัญคือการได้อยู่กับลูก การได้อยู่กับครอบครัว ณ จุดนั้นคือดีที่สุดแล้ว”
 

Things to do in Tokyo
• Yoyogi Park

“อย่างที่บอกว่าเปิ้ลชอบไปสวนสาธารณะ สวนโยโยงินี้ก็ดี ใกล้ย่านฮะระจุกุ เดินทางอะไรก็สะดวก เราชอบเอาเสื่อไปปู ซื้ออาหารไปปิกนิกกัน เจคก็ไปวิ่งเล่นกับเด็กญี่ปุ่น พูดคนละภาษา แต่ก็คุยกันรู้เรื่องนะ” 

• Daikanyama
“เป็นย่านที่ดี อาร์ตๆ หน่อย ที่ชอบคือย่านนี้มีคนจูงสุนัขออกมาเดินเต็มไปหมด มีร้านหนังสือใหญ่ มีสวน มีร้านอาหารเก๋ๆ อร่อยๆ คือไปที่เดียวเก็บได้หมด”

• ห้างต่างๆ
“ไปโตเกียวอยากแนะนำให้แวะชอปปิงซื้อของสำหรับเด็กเลยค่ะ ของใช้ ของงานดีไซน์ มีทุกอย่างจริงๆ คุณภาพดี แถมราคาดี บางห้างมีสวนอยู่ด้านบนให้ออกไปเดินเล่นด้วย เรียกว่าใช้เวลาอยู่ในห้างได้ไม่น่าเบื่อ”



พี่เลี้ยงไม่ต้อง พ่อแม่เอาอยู่
“ทั้งเปิ้ลและสามีทำงานเยอะ อยู่เมืองไทยเรามีพี่เลี้ยง แต่ถ้าเดินทางจะเป็นกฎว่าไม่มีพี่เลี้ยงเลย ลูกจะอยู่กับเรา 24/7 เราจะรู้จักลูกมากขึ้น ลูกก็รู้จักเรามากขึ้นด้วย ลูกอยู่กับเรายังไงก็ดีที่สุดแล้ว ส่วนเทคนิคการเตรียมตัวให้ลูก อย่างขึ้นเครื่อง ถ้าเด็กมากๆ จะคอยเอาน้ำหรือนมให้ดูดเพื่อเป็นการเคลียร์หู ก็ช่วยได้ เด็กต้องดื่มนมทุกสามชั่วโมง ก่อนขึ้นเครื่องก็ให้ดื่มก่อน เราต้องกะจังหวะ มันจะมีแพตเทิร์นของลูกที่เรารู้อยู่แล้ว ถ้าไม่สบายก็ต้องให้กินยาก่อน หรือถ้าร้องมากๆ ลองปรึกษาหมอ เขาจะมีเหมือนยาแก้แพ้ให้ แต่ของเปิ้ลกับเจจะเลี้ยงโหดหน่อย เราใช้วิธีเบี่ยงเบนความสนใจ เช่น ถ้าเจคบอกว่าปวดหู เราก็จะบอกว่าไม่เห็นปวดเลยลูก แต่อย่าแพนิกว่า โอ๊ย ลูกปวดหู ทำยังไงดี เราต้องนิ่ง 

“การที่เด็กร้องบนเครื่องเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าพ่อแม่แพนิกเด็กจะรู้สึกได้ ก็ยิ่งแย่ไปกันใหญ่ ถ้าเด็กจะเล่นก็ต้องเตรียมหนังสือหรือที่ระบายสี หรือถ้าพ่อแม่อนุญาตให้ดูทีวีได้ก็โหลดหนังไป เปิ้ลมองว่าการที่มีไอแพดหรือมือถือเป็นตัวช่วยที่ดี ลูกจะได้ไม่กวนคนอื่น เปิ้ลไม่อยากให้ลูกเห็นว่าไอแพดหรือมือถือเป็นของแปลกใหม่อะไร แต่เป็นของธรรมดา ถ้าแม่ให้ดูลูกก็ดูได้นะ ถ้าให้หยุดก็หยุดได้ ไม่ใช่นานๆ ทีให้ดู ลูกจะตื่นเต้น พอเอาคืนก็ร้องไห้ อยากให้ลูกรู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ต้องรู้จักหยุด หรือบางทีพ่อแม่บางคนกลัวความสกปรก แต่เราอยู่ในโลกแบบนี้ วิธีง่ายๆ ไม่ให้ลูกป่วยคือห้ามเอามือเข้าปาก เราให้ความรู้กับลูกว่า ถ้าหนูจับอะไรสกปรกเอามือเข้าปาก หนูท้องเสีย หนูจะอดเที่ยวกับพ่อแม่ อดไปร้านหนังสือ อดไปดิสนีย์แลนด์นะ เราไม่ได้ห้าม แต่ให้เห็นว่าถ้าทำแบบนี้จะอดทำแบบนี้ เป็นวิธีนิดๆ หน่อยๆ ที่เราต้องรู้จักการดีลกับลูกตัวเอง”
 


 

แพ็กไปเท่าที่จำเป็น
“ตอนเจคเด็กมากๆ ก็แพ็กไปเยอะอยู่ สามคนห้ากระเป๋า แต่ไม่ถึงขนาดพกที่นึ่งขวดนมไปนะ หรือไปที่ที่เขามีสิ่งไหนขายและถ้าไม่แพงก็ไม่เอาไป ตอนนี้เจคจะสี่ขวบแล้ว สามคนพ่อแม่ลูกสามกระเป๋าเอาอยู่ เสื้อผ้าก็ไม่ได้เปลี่ยนบ่อย ถ้าเลอะก็ปล่อยให้เลอะ ไม่ใช่เลอะแล้วต้องเปลี่ยนตลอด เจคชอบนิทาน เปิ้ลก็จะเตรียมนิทานไปเล่มเดียว มากสุดคือสองเล่ม ให้เขาเลือกเลยว่าจะเอาเล่มไหนไป หรือของเล่นก็ให้เลือกไปชิ้นเดียว อีกอย่างคือเจคติดผ้าห่มเน่า ก็ต้องเอาไป แต่ละทริปเป็นสิบวันไม่ได้ซักด้วยนะ จริงๆ เราก็ไม่ได้ชอบ แต่ต้องทำใจ นมกล่องก็อาจเอาไปหนึ่งกล่องตอนขึ้นเครื่อง ไปเที่ยวก็ให้กินนมวัวที่ขายที่นั่นตามปกติ ถ้าเขาไม่กินก็บอกว่าหนูจะไม่มีกินนะ เปิ้ลเก็บเลย ไม่ให้ขนมด้วย ต้องใจแข็งหน่อย เพราะอาหารนี่แม่มั่นใจแล้วว่าสะอาดถึงให้หนูกินได้ ถ้าไม่กินก็ไม่รอดนะ คือเป็นการสอนอย่างหนึ่งว่าการเป็นนักเดินทางต้องรู้จักอยู่เป็น ถ้าไม่กินก็ไม่มีแรงไปเที่ยวต่อ เปิ้ลสอนลูกเสมอว่าต้องทำตัวให้ง่าย ถ้าเกิดไปเล่นแล้วเจ็บ ถลอก เปิ้ลปล่อยเลย เราต้องรู้ในระดับอายุของลูกว่าไหวไหม เจคเคยไปเทร็กกิ้งกับคุณตาบนเขาชั่วโมงครึ่งได้เฉยเลย เราแค่ต้องรู้จักการเตรียมตัว เอาแผ่นกันยุงแปะไป หรือที่หนาวๆ พ่อแม่ใส่แบบไหนอุ่น เด็กก็ใส่เพิ่มกว่าเรานิดหน่อย” 
 


การเดินทางกับลูกคือการ Reconnect กับครอบครัว
“เปิ้ลชอบเอาลูกออกไปข้างนอก แค่ออกไปกินข้าวกับเรา หรือมาทำงานด้วยกัน เราทำอะไรอยากให้ลูกทำด้วย ถ้าไปกลัวโน่นนี่ลูกจะไม่ได้ประสบการณ์ความกล้าในการเจอคน เวลาขึ้นเครื่องเจคจะรู้ว่าต้องให้ตั๋วพี่แอร์นะ เจครัดเข็มขัดเอง เวลาเจออากาศแปรปรวนอะไรเขาก็จะไม่กลัว เขารู้แล้วว่าอยู่กับพ่อแม่ หนูเบาใจได้ว่าหนูจะปลอดภัย เราจะพาลูกไปเห็นของแปลกใหม่ ได้เจอประสบการณ์ที่ดี ไม่อยากให้ลูกเป็นเด็กขี้กลัว อยากเล่นอะไร จับอะไรให้จับ แต่ต้องระวัง ไม่สอนให้กลัว 

“ตอนนี้ลูกไปเรียนหนังสือ เปิ้ลกับเจมาทำงาน ระหว่างวันเวลาจะหายไป เขาจะไปเจออีกโลกหนึ่ง เราก็อยู่อีกโลกหนึ่ง แต่เวลาเดินทางเราอยู่ด้วยกันตลอดเวลา เป็นเวลาที่ลูกได้รู้จักเรา เราได้รู้จักลูกอย่างแท้จริง เป็นการคอนเนกต์กันระหว่างครอบครัว เป็นการแก้ด้วยนะคะ บางทีเราคิดว่าลูกเป็นแบบนี้ แต่จริงๆ ลูกไม่ใช่อย่างที่เราคิด หรือถ้าลูกมีนิสัยแบบนี้เราจะแก้ยังไง เป็นช่วงเวลาของการปรับตัว ไม่ใช่แค่พ่อแม่กับลูก แต่ระหว่างพ่อกับแม่เองก็ได้เรียนรู้และปรับซึ่งกันและกันด้วย การเดินทางทุกครั้งเปิ้ล Treasure ทุกครั้ง ไม่ต้องไปเมืองนอก ที่ไหนก็ได้ แค่ไปร้านอาหารกันสามคนก็ถือว่าเป็นการเดินทาง การเรียนรู้ที่เราได้คอนเนกต์กัน”