×

คอสเพลย์เป็นคนภูเก็ต ใส่ชุดย่าหยาเดินเที่ยวถ่ายรูปแบบภูเก็ตสไตล์

สราลี อุรุพงศา | Editorial Manager | 21 August 2018


เราถูกสอนมาว่าไปไหนต้องแต่งตัวให้เกียรติสถานที่ ไปเกียวโตก็ใส่ยูกาตะเดินเล่นไปแล้ว แล้วมาเที่ยวย่านเมืองเก่าภูเก็ตในทริปภูเก็ตสะเด็ดน้ำทั้งทีทำไมจะไม่แต่งตัวคอสเพลย์เป็นชาวภูเก็ตแท้ๆ ให้เกียรติเมืองวัฒนธรรมผสมที่สุดแสนจะมีเสน่ห์นี้แล้วเดินเล่นทั่วๆ สักวันดูหน่อยล่ะ

พอได้ไอเดียนี้ปุ๊บเราก็หาข้อมูลร้านเช่าชุด จนไปเจอร้านเช่าชุดเจ้าสาวบาบ๋าในบ้านชินประชา และมีชุดพร้อมให้เช่าได้จริงด้วยแน่ะ โชคเข้าข้างเราตั้งแต่ตัวยังไปไม่ถึงภูเก็ตแล้ว


พอเดินทางไปถึงภูเก็ตเราก็พบกับพี่หนูนา-กาญจนา รักมิตร เจ้าของร้านยืนยิ้มหวานต้อนรับอยู่ พี่หนูนาถามถึงสีที่ชอบแล้วเลือกลายผ้าถุงปาเต๊ะให้เข้ากับเสื้อเสร็จสรรพ แบบที่แค่พี่เขากวาดตาไปไม่ถึงสองนาทีก็รู้แล้วว่าเราเหมาะกับอะไร เสื้อไซซ์ไหน พร้อมทั้งแต่งตัวให้เรียบร้อย เข็มขัด เข็มกลัด ไปจนถึงตุ้มหูถูกประโคมใส่มาให้ พร้อมให้เราออกไปลุยเดินเล่นทั่วเมืองภูเก็ต

อ้อ แต่ก่อนจะไปเดินเที่ยวที่ไหนมารู้จักกับชุดแรกที่เราใส่กันก่อนดีกว่า พี่หนูนาใจดีเลกเชอร์ให้ฟังว่า ชุดสีสดนี้เป็น “ชุดย่าหยา หรือเคบายาแบบซูแลม (ภาษามลายู)” ได้รับอิทธิพลมาจากมลายูที่แต่ก่อนติดต่อค้าขายกับภูเก็ตด้วยความที่ภูเก็ตเป็นเมืองท่าอยู่ฝั่งทะเลอันดามัน ชุดย่าหยาแบบเคบายาซูแลมฮิตสุดๆ มาตั้งแต่สมัยก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ออกแบบปักฉลุลวดลายทั้งดอกไม้และสัตว์มงคล เน้นสรีระรูปร่าง ตัวเสื้อด้านหน้าชายเสื้อแหลม ตัวเสื้อด้านหลังยาวประมาณสะโพกบน ไม่มีกระดุมแต่ใช้เข็มกลัดกลัดเสื้อเอา และชุดนี้นี่แหละที่กำลังเป็นจุดขายของย่านเมืองเก่าภูเก็ต



ส่วนท่อนล่างคือผ้าถุงผ้าปาเต๊ะ เนื้อผ้านิ่มละมุน (มีทั้งลายดอกไม้อย่างโบตั๋น เบญจมาศ และลายสัตว์อย่างผีเสื้อ) วิธีใส่ผ้าถุงปาเต๊ะที่ถูกต้องคือต้องเห็นด้านหน้า 1 ลาย ด้านหลัง 2 ลาย คนที่นี่ใส่ชุดย่าหยากันเป็นแฟชั่น ใส่เดินเที่ยวได้เลย

แล้วเราก็รู้ทันทีว่าแพลนเที่ยวที่ตั้งใจไว้ถูกต้องตามขนบของชุดนี้ทั้งหมด เพราะเรากำลังจะใส่ชุดนี้ไปเดินเที่ยวในที่ที่ถ้าเธอมาภูเก็ตเธอต้องมา เพราะนอกจากสวยควรค่ากับการไปเยี่ยมเยือนแล้วยังเป็นรากฐานวัฒนธรรมความเป็นภูเก็ตล้วนๆ เลยละ


จุดที่ 1: บ้านชินประชา


 

ก็เพราะร้านเช่าชุดอยู่ในบริเวณเดียวกับบ้านชินประชา แล้วจะมีเหตุผลอะไรที่เราจะไม่เริ่มต้นทริปที่จากบ้านชินประชาล่ะ

บ้านหลังนี้เป็นบ้านชิโน-โปรตุกีส (สถาปัตยกรรมจีนผสมโปรตุเกส) หลังแรกของภูเก็ตที่อายุ 115 ปีแล้ว เราได้เจอกับป้าแดง-จรูญรัตน์ ตัณฑวณิช (เจ้าของบ้านรุ่นที่ 4) ที่ชานหน้าบ้านพอดี ป้าแดงพาเข้าไปในบ้านแล้วเราก็พบว่าของเก่าทุกอย่างดูใหม่และสภาพดีมาก จากในภาพจะเห็นว่ากลางบ้านมีบ่อน้ำสวยสะดุดตา เป็นไฮไลต์เด็ดที่ป้าแดงบอกว่านั่นคือฉิมแจ้ (ภาษาจีนแปลว่าช่องลมเมือง) ไว้ใช้ระบายอากาศกับให้แสงสว่างในบ้าน ป้าแดงปรับฉิมแจ้ให้เป็นบ่อปลากลางบ้าน และใส่หลังคาเข้าไปเพื่อกันไม่ให้นกเข้ามา ยิ่งประกอบกับดอกไม้ลอยน้ำริมบ่อน้ำที่ป้าแดงนำมาลอยตกแต่งเองก็ยิ่งทำให้บ้านหลังนี้มีชีวิตชีวาขึ้นมาได้จริงๆ แม้จะอยู่มาร้อยกว่าปีแล้วก็ตาม

พิกัด: 98 ถ.กระบี่ ต.ตลาดเหนือ อ.เมือง จ.ภูเก็ต
เปิดทุกวัน เวลา 8.30-16.30 น. (มีค่าบำรุงรักษา)
โทร. 08-9646-9080



จุดที่ 2: i 46

เราเดินทางต่อไปที่ถนนกระบี่ ตั้งใจไปบ้าน i 46 เพราะที่นี่คือ Living Museum หรือพิพิธภัณฑ์ในบ้านคนที่เราจะได้ชิมน้ำและขนมแบบภูเก็ตแท้ๆ ด้วย

เราได้เจอกับคุณน้อง-เริงเกียรติ หงษ์หยก เจ้าของบ้านผู้ชักชวนให้เข้าชมบ้านแบบบาบ๋าสไตล์จีนฮกเกี้ยนอายุ 80 ปีของเขา (เมื่อก่อนคนภูเก็ตส่งลูกหลานไปเรียนที่ปีนัง สิงคโปร์ กัวลาลัมเปอร์ แล้วค่อยกลับมาทำงานที่บ้าน เลยได้รับอิทธิพลและวัฒนธรรมมา) พร้อมทั้งยกน้ำชามาต้อนรับ ความน่ารักของบ้านหลังนี้นอกจากมีมุมถ่ายรูปให้ถ่ายเป็นสิบมุมแล้วก็คือการต่อยอดความเป็น “คนช่างกิน” ของชาวภูเก็ตออกมาเป็นเซตขนมและเครื่องดื่มพื้นเมืองที่เสิร์ฟให้ได้รับประทานในบ้านเลย คุณน้องชงชาและกาแฟสูตรภูเก็ตที่คั่วด้วยเมล็ดมะขาม และน้ำถั่วเหลืองภูเก็ตให้เราจิบปิดท้ายก่อนจากกันด้วยรอยยิ้ม

พิกัด: 46 ถ.กระบี่ ต.ตลาดเหนือ อ.เมือง จ.ภูเก็ต
ค่าเข้าชม (รวมเซตน้ำชา) ราคา 150 บาท
เปิดเวลา 10.00-16.00 น. (ปิดวันเสาร์)
ต้องติดต่อจองล่วงหน้าที่ โทร. 08-1895-4795



จุดที่ 3: สตรีตอาร์ตจุดประทัดเทศกาลกินเจ

ไปเดินเล่นเพลินๆ ข้างนอกกันบ้าง สตรีตอาร์ตของที่นี่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว เป็นจุดชมศิลปะ เป็นจุดถ่ายรูป และเป็นเสน่ห์ของเมืองภูเก็ตไปแล้ว ยิ่งปีนี้มีสตรีตอาร์ตเซตใหม่ที่ศิลปินเด็กๆ ชาวภูเก็ตวาดกันยกเซตก็ยิ่งน่าสนใจไปใหญ่

จุดที่ถ่ายรูปสนุก ถ่ายได้ 38 แอ็กก็คือสตรีตอาร์ตจุดประทัดเทศกาลกินเจนี่แหละ ผนังกินพื้นที่ยาวเทียบเท่าจุดจอดมอเตอร์ไซค์ตรงแยกไฟแดงเป๊ะ ถึงจะถ่ายรูปยากหน่อยถ้าเจอรถติด แต่เราจะสนุกที่ได้แอ็กท่าในเวลาอันจำกัด แถมภาพที่ผนังนี้เป็นลายเด็กๆ เล่นจุดประทัดกัน (ด้วยความที่ถนนนี้เป็นทางผ่านไปศาลเจ้าช่วงเทศกาลกินเจ ก็จะมีขบวนแห่พระผ่านถนนเส้นนี้นี่แหละ ศิลปินเลยนำเทศกาลนี้มาวาด) ลายเส้นและองค์ประกอบภาพที่ออกมาเลยดูมีมิติสนุกสนานเสียจนเหมือนเราได้ยินเสียงประทัดออกมาจากผนัง ภาพถ่ายก็จะออกมาสดใสรับกับสีชุดย่าหยาของเราแน่นอน

พิกัด: ตรงข้ามร้านโกเบ๊นซ์ข้าวต้มแห้งภูเก็ต ถ.ปฏิพัทธ์
 

เดินถ่ายรูปกับชุดย่าหยาถึงสามจุดแล้วเราก็เริ่มอยากไปไหว้เจ้าที่ศาลเจ้าเพื่อเป็นสิริมงคลก่อนจบวัน แต่ก่อนไปขอวกกลับไปหาพี่หนูนาที่ร้านก่อน เพราะพี่หนูนาเคยบอกไว้ว่ามีชุดประเภทหนึ่งที่คนนิยมใส่ไปไหว้เจ้า พี่หนูนาหยิบชุดคอตั้งแขนจีบมาให้ พร้อมเลือกผ้าถุงใหม่ให้เป็นสีพาสเทล (“จะได้เข้ากับสีผม” พี่หนูนากล่าว)

“ชุดคอตั้งแขนจีบ (เสื้อมือจีบ)” เป็นชุดของผู้หญิงบาบ๋าฝั่งทะเลอันดามันยุคแรกๆ ที่ใส่ได้ทุกวัย ลักษณะเสื้อเป็นการมิกซ์เอาความหลากหลายทางชาติพันธุ์เข้าด้วยกัน ทั้งคอเสื้อสูงผ่าหน้า กระเป๋าใบใหญ่สองข้างแบบเสื้อจีน (มีกระเป๋าไว้ปิดหน้าอกให้ไม่โป๊) แขนรวบจีบแบบเสื้อมาเลย์ ตัวเสื้อสั้นลอยแบบพม่ามอญ และใส่ผ้าถุงปาเต๊ะของอินโดนีเซีย จริงๆ แล้วชุดนี้เป็นเสื้อสีอะไรก็ได้ แต่สีขาวฮิตสุดเพราะใส่ง่าย เข้ากับทุกสี และดูเป็นทางการมากกว่า คนชอบใส่ไปตลาด ไปวัดกัน

พอได้อีกลุคหนึ่งเราก็พร้อมเดินทางไปศาลเจ้าแล้ว


จุดที่ 4: ศาลเจ้าแสงธรรม (เต่งกองต๋อง)

ศาลเจ้านี้อายุอานามถึง 127 ปีแล้ว ชาวจีนฮกเกี้ยนสายตระกูลตันหล่วนแจ้เป็นคนสร้างตั้งแต่ พ.ศ. 2434 โดยสร้างไว้ใช้เคารพสักการะเทพเจ้าตามความศรัทธาของตระกูล 109 ปีต่อมากรรมการศาลเจ้าก็เปิดให้เป็นสาธารณะ เป็นโชคดีของคนรุ่นเราที่ได้เข้าไปชม ตัวศาลเป็นอาคารทรงจีนสถาปัตยกรรมฮกเกี้ยนชั้นเดียว ความพีกคือการนำกระเบื้องดินเผามาตกแต่งศาล ทั้งหลังคามุงกระเบื้องดินเผา (มีปูนปั้นปิดกระเบื้องสัญลักษณ์มงคล) พื้นยกระดับก็ปูด้วยกระเบื้องดินเผา และไฮไลต์ที่ต้องมาเห็นด้วยตัวเองเท่านั้น (เพราะห้ามถ่ายภาพ) คือผนังในศาลเจ้าที่วาดภาพลายเส้นเรื่องซิยิ่นกุ้ย ซึ่งทางศาลเจ้ารักษาไว้อย่างดี จุดที่เราถ่ายรูปคือทางเข้าศาลที่แอบมีผนังลายน่ารักๆ จนน่าประทับใจในความกลมกลืนกันของยุคสมัย

พิกัด: เยื้องกับร้านตู้กับข้าว ถ.พังงา ต.ตลาดใหญ่ อ.เมือง จ.ภูเก็ต
เปิดทุกวัน เวลา 8.00-18.00 น.
โทร. 0-7635-4536



จุดที่ 5: The Memory at On On

นอกจากชื่อเล่นน่ารัก (ออน ออน) เขายังใจดีเปิดพื้นที่ส่วนล็อบบี้ที่โถงโรงแรมให้คนผ่านไปผ่านมาเข้ามาถ่ายรูปเล่นได้ และเป็นโอกาสที่เราจะได้ใกล้ชิดกับอาคารสถาปัตยกรรมชิโน-โปรตุกีสเก่าแก่ (89 ปี) ด้วย ความโดดเด้งกระแทกสายตาอย่างแรกคือโคมไฟสีแดงมากมายบนเพดานที่ทำให้โรงแรมดูสดใส แต่จุดที่น่าสนใจคือผนังปูนเปลือยขนาดใหญ่ที่ยังคงเก็บของเก่าไว้ไม่ได้ฉาบอะไรทับจนได้เห็นร่องรอยของประวัติศาสตร์ แถมยังแต่งล็อบบี้ด้วยข้าวของทั้งวิทยุ เครื่องพิมพ์ดีด โทรศัพท์ จักรเย็บผ้า ยิ่งทำให้เหมือนหลุดเข้าไปในสมัย 80 ปีที่แล้ว อีกจุดคือใต้บันไดไม้โบราณ ที่เมื่อรวมเข้ากับพื้นกระเบื้องสวยๆ และพรอปกระเป๋าเดินทางที่วางไว้ก็ราวกับว่าโรงแรมเซตฉากถ่ายรูปเอาไว้แล้ว แค่รอเราเข้าฉากนี่แหละ

นอกจากความบันเทิงแล้วเราอยากทำคอนเทนต์นี้ด้วยหวังใจให้วันหนึ่งการเช่าชุดเดินเที่ยวเมืองภูเก็ตเป็นเรื่องปกติ วันที่มีแต่ชุดย่าหยา ชุดคอตั้งแขนจีบเต็มสองข้างทาง วันที่วัฒนธรรมการแต่งกายขมวดรวมเข้ากับสถาปัตยกรรมสวยๆ ถึงวันนั้นคงเป็นมากกว่าแค่ “จุดขาย” แต่กลายเป็น “คุณค่าของวัฒนธรรมที่รักษาไว้ได้” ในที่สุด
 

ร้านเช่าชุดเจ้าสาวบาบ๋า
พิกัด: 98 ถ.กระบี่ ต.ตลาดเหนือ อ.เมือง จ.ภูเก็ต
ราคาเช่าวันละ 1,000 บาท
โทร. 08-1719-6578