×

ไปเขาใหญ่ กินอย่างไรให้เมมฯ เต็ม #KhaoYaiCameraRoll

สราลี อุรุพงศา | Editorial Manager | 05 October 2018



บอกตามตรงว่าเราไม่ค่อยอินกับการถ่ายรูปก่อนกินจนมาเจอ 4 ร้านนี้ เพื่อนเดินทางเพิ่งไปเยือนเขาใหญ่ในวันที่ที่นี่อาจไม่ฮอตเหมือนแต่ก่อนแต่ไร แต่ใจเราก็ยังเชื่อในเรื่องวัตถุดิบที่ดีของที่นี่เสมอ เราตระเวนหาของกินที่อร่อยและดีทั่วเขาใหญ่ (แน่นอนว่ามีร้านที่อยู่นอกอาณาเขตเขาใหญ่แต่ยังอยู่ในปากช่องด้วย) และเราก็พ่ายแพ้ให้กับ 4 ร้านนี้ที่ทำเอาเมมฯ เต็มไม่รู้ตัว 

ร้านและรูปต่อจากนี้เพื่อนเดินทางไปคัดมาให้แล้วว่าดีจริง ไม่ได้ดีแค่ภาพ ไม่ใช่แค่สวยแต่รูป แต่จูบก็หอม กินก็อร่อยเป็นบ้าอีกแน่ะ


Yellow Submarine Coffee Tank



คาเฟ่ที่ไม่ได้จะขายวิว ไม่ได้อวดต้นไม้ ภูเขา ใบหญ้า แถมไม่ได้อยู่กับธรรมชาติอย่างกลมกลืน ทว่ากลับโดดเด่น แต่ก็ยังเคารพธรรมชาติ

นึกภาพง่ายๆ ว่ามีกล่องดำสี่เหลี่ยมมาครอบต้นไม้ในป่ากว้างอยู่ ใครผ่านไปมาก็ต้องสงสัยว่าข้างในคืออะไร เมื่อเปิดไปแล้วก็จะพบกับเบเกอรี่หอมๆ เครื่องดื่มสดชื่น ร้านออกแบบปิดทึบดูแข็ง เน้นโทนดำ ความน่าทึ่งคือในนี้ยังมีต้นไม้ต้นใหญ่เหมือนด้านนอกด้วย ก็อย่างที่เราว่านั่นแหละ เขาสร้างมาครอบ ไม่ได้สร้างมาทับ นี่แหละคือความเท่แต่น่ารักของคาเฟ่นี้



Yellow Submarine Coffee Tank ออกแบบร้านเท่ชะมัดยาดจนได้รางวัล Building of the Year Awards ประจำปี 2017 จากเว็บไซต์ ArchDaily (รางวัลที่เกิดจากการเปิดให้โหวตจากคนทั่วโลก) มาแล้ว

ด้วยความที่อยากให้เป็นคาเฟ่ปิดล้อม คนด้านนอกที่มองเข้ามาก็จะเห็นด้านในน้อยมาก ในขณะเดียวกันถ้าเรานั่งอยู่ข้างในมองออกไปข้างนอกก็จะถูกจำกัดการมองให้มองลอดช่องเห็นเพียงสีเขียวๆ ไกลๆ ดูลึกลับแบบคอนทราสต์ (พอๆ กับชื่อร้านที่เจ้าของร้านชอบเพลง Yellow Submarine ของ The Beatles มากๆ จนนำมาตั้งเป็นชื่อร้าน แต่ก็ไม่ได้ออกแบบร้านให้แลดูเป็นเรือดำน้ำสีเหลืองใดๆ ทั้งนั้น) จนกลายเป็นเสน่ห์ที่เหมือนกับคุณได้เข้ามาชมงานศิลปะที่ต้องตั้งใจดูรายละเอียดทุกๆ มุม ทุกๆ ช่อง และได้โฟกัสเท่าที่ร้านอนุญาตให้เราเห็น เราว่านั่นคือความสนุกของร้านนี้



เราเดินทางไปถึงร้านตอน 9 โมงเช้า เป็นลูกค้าโต๊ะแรกของเช้าวันนั้นที่เดินเข้าไปในกล่องดำแห่งนี้ เราเดินไปในส่วนพื้นที่เอาต์ดอร์ (ยังอยู่ในกล่องนะ แต่ก็เปิดโล่ง ไม่งงใช่ไหม) ก็ยังเห็นพนักงานกวาดใบไม้กันอยู่เลย สักพักพนักงานในครัวส่งเสียงทักทายแล้วบอกว่าจะทำอะไรให้กิน ในครัวมีช่องที่เราพอจะชะโงกมองเห็นได้และพบเมนูในภาพนี้ในครัว...โอเค เราเริ่มหิวแล้วละ



แน่นอนว่าเมนูสีดำคือทีเด็ดของร้านนี้ที่ล้อไปกับสีของร้าน ความเจ๋งคือไม่ใช่แค่มีกิมมิก แต่อร่อยมากๆ ด้วยนี่สิ 

ขนมของที่นี่เป็นโฮมเมดทั้งหมด เมนูสีดำเมนูแรกคือ Black Honey Toast (185 บาท) ที่เรา (ไปเช้ามากจน) ต้องรอให้พนักงานวอร์มเตาก่อน (แต่ไม่มีปัญหาอะไรกับการรอเลย เพราะเวลาที่พอจะมีทำให้ได้เดินดูร้านเสียเพลินจนพนักงานต้องเดินมาเรียกว่าโทสต์ได้แล้วนะครับ แหะๆ)



เราสัมผัสได้ถึงความหอมละมุนและเทกซ์เจอร์กรอบนอกนุ่มในของโทสต์ชาร์โคลนี้ที่เข้ากันกับสตรอว์เบอร์รีและไอศกรีมสุดๆ ระหว่างกินก็อยากให้ลองก้มดูการละลายของไอศกรีมที่ปนกับสีดำของโทสต์นิดหน่อยบนจานดู แล้วจะพบกับภาพสวยๆ เหมือนมีใครมาสร้างงานศิลปะ มาสาดสีลงบนแคนวาสอย่างไรอย่างนั้น



ถ้าไม่กลัวฟันดำ ไม่แคร์ลุคเท่าไร แนะนำว่ากินเมนูนี้เสร็จแล้วเธอและเพื่อนจงยิ้มฉีกฟันเซลฟี่กันดู รับรองว่าสีดำตามซอกฟันจะยิ่งทำให้ลืมร้านนี้ไม่ลงแน่ๆ ทันใดนั้นเองก็จะพบว่าเธอคอมพลีตในการมาถึงร้านนี้แล้วแบบไม่ต้องเช็กอินก็อินกว่าใครในโลกนี้



Pecan Pie & Strawberry (140 บาท) คืออีกเมนูที่เกือบจะดำปิ๊ดปี๋ถ้าไม่ได้สตรอว์เบอร์รีมาช่วยโปะหน้าไว้ ความอร่อยของถั่วพีแคนคือวัตถุดิบหลักที่ทำให้เมนูนี้ไม่ซ้ำใคร ยิ่งทุกๆ คำมีสตรอว์เบอร์รี (แถมมีเพิ่มให้แบบไม่งกไว้ที่ข้างจานอีกแน่ะ) เข้าไปด้วยแล้วก็ยิ่งตัดรสชาติให้พายมีมิติเข้าไปใหญ่ ไม่ว่าจะเลิฟสตรอว์เบอร์รีหรือรักพีแคน หรือกระทั่งหลงใหลในวิปครีมเย็นๆ นุ่มลิ้น นี่คือเมนูที่เกิดมาเพื่อพวกเธอ



อย่าเพิ่งออกจากร้านถ้ายังไม่ได้ลองกาแฟของที่นี่ เราได้ลอง 2 เมนูและพบว่าดีไปหมด อย่าง Yellow Oxygen (95 บาท) ที่เป็นซิกเนเจอร์ของที่นี่คือพระเอกของร้านเลย แก้วนี้เป็นเมล็ดกาแฟ custom blend จากสุมาตรา (อินโดนีเซีย), แทนซาเนีย และไทย ที่คั่วโดย Alto เป็นเมนูน้ำเมนูเดียวในร้านที่แปะสติกเกอร์ให้พิเศษกว่าแก้วไหนเหมือนจะบอกว่า นี่คือที่สุดความพิเศษแล้วนะของเครื่องดื่มร้านนี้ เธอตัดสินใจถูกแล้วที่เลือกฉัน



แอบบอกทริกหน่อยว่า ถ้าอยากถ่ายรูปแบบลึกลับมืดดำกลางป่าเขาแบบมีแต่เราเท่านั้นให้มาตั้งแต่ 9 โมงเช้าตอนร้านเปิดเลย (เราเองก็มาตั้งแต่ประตูร้านยังไม่เปิดดีเลยละ) เธอจะได้รูปมากมายแบบไม่มีใครมาแย่งฉาก (ระหว่างรอวอร์มเตาอบขนม) แน่ๆ



Yellow Submarine Coffee Tank
149 ต.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
เปิดวันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 9.00-19.00 น.



สายทิพย์ เบเกอรี่



สายทิพย์คือร้านเบเกอรี่ที่คนปากช่องรู้จักกันดีแบบที่ใช้คำว่าคู่บ้านคู่เมืองกันมานมนานก็ไม่ผิดนัก ด้วยความที่ร้านอยู่กับคนปากช่องมา 32 ปีแล้ว



เราสามารถจำแนกเบเกอรี่ร้านนี้ได้เป็น 2 ประเภท ประเภทแรกฝีมือคุณแม่ และประเภทหลังฝีมือลูกชาย ใช่แล้ว ร้านนี้เป็นร้านที่รุ่นลูกรับกิจการต่อจากรุ่นแม่ รับมาประดิดประดอยตกแต่งใหม่ จากร้านเบเกอรี่ (ที่แต่ก่อนมีขายเบเกอรี่ครึ่งหนึ่ง โชห่วยอีกครึ่งหนึ่ง) มาเป็นคาเฟ่ที่มีขนมสดใหม่เพิ่มอีกหลายเมนู แถมกาแฟให้ด้วยแบบครบจบในร้านเดียว



ความพีกคือขนมของคุณแม่ถูกและอร่อยเกินเรื่องเกินราคา ส่วนขนมของคุณลูกชายที่เพิ่งมาพัฒนาและสืบทอดกิจการต่อก็อร่อยแบบที่ขากลับกรุงเทพฯ ยกพวกกันมาเหมาเบเกอรี่ร้านนี้แทบหมดร้าน

ความที่ร้านนี้อยู่ที่ปากช่อง ในเส้นทางที่แวะเวียนได้ไม่ยากเย็น (ถ้าคุณตั้งใจจะเข้าไปเขาใหญ่อยู่แล้ว) ร้านนี้ก็เลยดักเราได้เอาอยู่แบบที่นั่งนาน นั่งกินโน่น สั่งนี่ ไม่จบไม่สิ้น ถ้าไม่ติดว่าต้องไปแล้วก็กะจะนั่งจนร้านปิด



เข้าเรื่องเบเกอรี่ คุณเพทาย ศิริโชติภากรณ์ เจ้าของร้านในวัย 49 ปีบอกเราว่าเขาไปเรียนทำขนมมามากมายและพบว่าครัวซ็องต์เป็นสิ่งที่ทำให้ใจฟู เขาคิดค้นสูตรและลงมือทำเองทุกขั้นตอนแบบที่เจ้าของร้านหลายๆ คนไม่ทำขนาดนี้ ตั้งแต่สั่งแป้ง (มาจากฝรั่งเศส) นวดแป้ง ไปจนถึงเช็กคุณภาพก่อนนำมาวางขายในร้าน ครังซ็องต์ร้านนี้ขายดีถึงขนาดที่ว่าคุณเพทายนวดแป้งด้วยมือไม่ทันกับความต้องการของลูกค้า จนต้องซื้อเครื่องนวดมาในที่สุด



“ครัวซ็องต์ชั้นเนื้อในต้องเพอร์เฟกต์ ต้องบางขึ้นเป็นฟองอากาศเป็นโพรง ผมต้องผ่าดูทุกลอต ถ้าไม่ได้ตามนี้ก็ไม่ผ่าน เอามาขายไม่ได้” คุณเพทายว่าไว้ ก่อนจะถึงเวลายกครัวซ็องต์ลอตสุดท้ายของวันออกจากเตาอบพอดี

ครัวซ็องต์ร้อนๆ จากแป้งดีๆ เนยคุณภาพเยี่ยม และการใส่ใจทุกขั้นตอนแสดงออกให้เห็นในทุกชั้นฟองอากาศของครัวซ็องต์ และแน่นอนว่ากรอบอร่อยเป็นบ้าเป็นบอถึงขั้นต้องซื้อแทบหมดถาดมาแบ่งเพื่อนร่วมทริปที่เหลือให้ได้รับประสบการณ์เดียวกันนี้บ้าง



ยิ่งเมื่อรับประทานครัวซ็องต์คู่กับแพนนาคอตตาเอสเพรสโซก็ทำให้เรายิ้มพริ้ม made my day ได้ไม่ยากเลย ด้วยพลังจากกาแฟคั่วจาก Pacamara ที่สร้างเอสเพรสโซช็อตดีๆ พอดูดรวดเดียวให้แพนนาคอตตาหวานๆ เด้งดึ๋งๆ ด้านล่างลื่นปรื๊ดขึ้นมาก็คือความเพลิดเพลินที่เราแพ้พ่ายเลยละ



โชคดีที่วันนั้นเราได้เจอกับคุณแม่นงเยาว์ (คุณแม่ที่เป็นเจ้าของร้านชื่อนงเยาว์นะ ไม่ได้ชื่อสายทิพย์ แต่สายทิพย์เป็นชื่อเพลงที่คุณแม่ชอบจนนำมาตั้งเป็นชื่อร้าน) ผู้สร้างร้านนี้มาด้วยสองมือ เมนูยอดฮิตของคุณแม่ที่หมดเกลี้ยงแทบทุกวันคือเอแคลร์ เค้กกรอบ ชิฟฟอนเค้ก และ Lady Bake หรือขนมนมสาว

“Lady Bake คล้ายเค้กสปันจ์แต่กรอบนอกนุ่มใน มีครีมตรงกลาง มีแยมข้างใน นำมาประกบกัน อันนี้ขายดี อาจเพราะเป็นรสชาติที่ลูกค้าชอบและไม่แพง ราคาไม่ค่อยได้ขึ้น เราก็เห็นใจลูกค้า แต่บางทีราคาวัตถุดิบขึ้นก็ต้องขอขึ้นนิดหน่อย ไม่มากหรอกค่ะ” คุณแม่นงเยาว์เล่าถึงเลดี้เบกหน้าตาน่ารัก ที่พอกัดไปปุ๊บชิ้นที่สองต้องตามมาปั๊บจนหมดกล่องไม่รู้ตัว



ทริกคือ ถ้าอยากรับประทานเอแคลร์ของคุณแม่ให้มาตั้งแต่ 8 โมงเช้า ถ้าอยากรับประทานครัวซ็องต์ให้มา 10 โมงเช้า (ช่วงบ่ายๆ อาจมีอบอีก 1 รอบ) ร้านนี้ขายดีอย่างกับแจกฟรี เพราะฉะนั้นเราแขกผู้มาเยือนควรศึกษาเวลาและโทร.ถามก่อน

ถ้าให้เพื่อนเดินทางแนะนำ มารับประทานบรันช์ที่นี่สัก 10 โมงเช้าก่อนขับรถเที่ยวตะลอนไปโน่นนี่สิ เชื่อเถอะว่าจะเป็นการเริ่มต้นวันที่ดี หอมกรุ่น และอร่อยมากๆ จนเกลี้ยงจาน จนแทบไม่รู้ว่าเคยใส่อะไรมาก่อนเลยละ 

สายทิพย์เบเกอรี่ ปากช่อง - Saitip Pastry & Bakery Pak Chong
495 ถ.มิตรภาพ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
เปิดทุกวัน เวลา 8.00-20.00 น.



Midwinter Green



วัตถุดิบดีก็ได้ใจไปกว่าครึ่งดวงแล้ว Midwinter Green เอาชนะใจเราไปได้ง่ายๆ อย่างนั้นแหละ เราได้รับอนุญาตให้เดินดูวัตถุดิบในฟาร์มของที่นี่ก่อนกำหนดเปิดจริง (ร้านอาหารน่ะเปิดปกติ แต่ในส่วนของฟาร์มจะเปิดให้เข้ามาเดินดูได้ช่วงสิ้นปีเท่านั้น) แล้วพบว่าที่นี่ปลูกทั้งเมลอน ผัก มะเขือเทศ หน่อไม้ฝรั่ง สตรอว์เบอร์รี เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในร้านอาหารเป็นหลัก ถ้ามีเหลือก็เอาไว้ขายให้ซื้อกลับบ้านได้



ที่นี่ปลูกผักผลไม้แบบออร์แกนิก ไม่ใช้สารเคมีใดๆ แต่ไม่สามารถได้รับการยอมรับว่าเป็นออร์แกนิก 100% ในบางแปลง เพราะความใจดีของฟาร์มที่เปิดให้เราเดินเที่ยวเล่นได้ เลยไม่ผ่านกฎกติกาในการรับรองว่าเป็นผักผลไม้ออร์แกนิก (เพราะการจะผ่านเกณฑ์ได้นั้นแต่ละแปลงต้องมีแนวกันชน ห้ามนักท่องเที่ยวเดินเข้าไป เพราะถือว่านักท่องเที่ยวมีลิปสติก มีน้ำหอม ซึ่งถือว่าเป็นสารเคมีทั้งหมด)



เราได้ลองชิมพาร์มาแฮมเมลอนเป็นเมนูแรก พาร์มาแฮมของที่นี่ปลอดสารพิษและอิมพอร์ตมาจากอิตาลี ในจานนี้ใช้พาร์มาแฮม 12 เดือน สีเข้ม (ยิ่งบ่มนานก็จะยิ่งหอมอร่อย) รสชาติเค็มนำหวานตาม เหมาะกินกับผักผลไม้ ที่ร้านเลยใช้เมลอนหวานเจี๊ยบที่ตัวเองมีอยู่มารับประทานคู่กัน จิ้มดูแล้วเราพบว่าเมลอนเขียวตัดเค็มได้ดีมาก



คอแห้งพอประมาณที่ร้านก็แนะนำให้เรารับประทานพาร์มาแฮมคู่กับเมลอนปั่นเย็นๆ (แต่คราวนี้ถึงทีของเมลอนเหลืองออกโรง) จะบอกว่าเมลอนเป็นนางเอกของที่นี่ก็ไม่ผิด เชฟเล่าว่าเมลอนที่นี่หวานระดับ 17 บริกซ์เชียวละ ที่นี่ปลูกเมลอนพันธุ์ยุโรป Golden Queen สีเขียวจะรสชาติหวาน นิ่ม หอม แต่สีเหลืองจะเป็นแบบหวานกรอบ



เชฟเลือกเมลอนสีเหลืองมาผ่าสดๆ และทำน้ำเมลอนปั่นให้ลองชิม อืม หวานกรอบอย่างที่เล่าไว้จริงๆ นั่นแหละ แถมพอได้รับประทานคู่กับผักสลัดกรอบๆ ที่ปลูกในแปลงผักของที่นี่อีกจานก็กลายเป็นมื้อเย็นที่สดชื่นสุดๆ



มากกว่าอาหารอร่อยก็คืออาหารตา ที่นี่เป็นที่ที่ถ่ายรูปก็ว่าสวยแล้ว ไปเห็นของจริงที่มีทั้งสนามหญ้ากว้างๆ ฟาร์มใหญ่ๆ โรงเรือนสวยๆ ต้นไม้ที่กินพื้นที่ไปไกล แถมด้วยเทือกเขาที่อยู่ลิบตา พอพักสายตาจากจานอาหาร จากจอมือถือมาหยุดที่วิวนี้แล้ว ก็เหมือนว่าไม่ต้องการอะไรอีกแล้วละ



Midwinter Green
88/88 ซ.บ้านทรายทองหมู่ 24 ซ.6 ต.หนองน้ำแดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
เปิดทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น.



บ้าน บ้าน



อย่าเพิ่งด่วนกลับกรุงเทพฯ ถ้ายังไม่ได้แวะร้านนี้ เพราะนี่คือคาเฟ่บ้านต้นไม้กลางป่าเปิดใหม่ล่าสุดในปากช่อง ที่น่ารักน่าชังทั้งการแต่งร้านและแต่งตัวให้เมนูขนม อาหาร เครื่องดื่ม แถมยังมีวัตถุดิบดีๆ ที่ปลูกเองอีกแน่ะ จะหิวหนักหิวเบา อยากหาของกินจริงจัง หรือเป็นมื้อของว่างก็ดี มีคุณภาพต่อร่างกายและดีต่อใจสุดๆ



“บ้าน บ้าน” กินอาณาเขต 8 ไร่ (คือจะเดินเล่น จะนั่งกินตรงไหนก็ได้ใน 8 ไร่นี้!) ไปถึงปุ๊บเราจะเจอนกยูง (ที่เจ้าของเลี้ยงไว้) เดินมาต้อนรับ ถ้าอารมณ์ดีมีรำแพนหางให้ดูอีกแน่ะ เจ้าของบอกว่านกยูงที่นี่เชื่อง และเป็นสัตว์มงคล ก็เลยได้รับเลือกให้เป็นโลโก้ของร้านซะเลย



“บ้าน บ้าน” มีฟาร์มและไร่นาเป็นของตัวเองที่สระบุรี ผักสลัดของร้านเป็นผักที่ใช้น้ำนมออร์แกนิกกับน้ำบาดาลออร์แกนิกรดจนโตสวย (อาบน้ำดีกว่าเราคนกรุงฯ ไปอีก) มีนาข้าวที่ลงสีเอง ส่วนฟาร์มหมูและไก่ก็เลี้ยงแบบปล่อยอิสระ 

เจ้าของร้านดองราสป์เบอร์รีไว้อยู่ในโหลเอาไว้ใส่ขนม ไว้ทำไวน์ ใน “บ้าน บ้าน” ก็มีฟาร์มเห็ด ปลูกผักสวนครัว ปลูกแอปเปิลน้ำ แล้วยังมีมะนาวกว่าร้อยต้นอีก



ที่ “บ้าน บ้าน” ใช้กาแฟ Single Origin ที่ปลูกในประเทศลาว (Laos Bolovens) ผ่านฝีมือคั่วของ Somersault Coffee Roasters ร้านของน้องชายแท้ๆ ของคุณยูเอง พอได้ชิมกาแฟคั่วกลางหอมกรุ่นของร้านที่แก้วมีโลโก้นกยูงติดอยู่ก็อดใจไม่ไหวต้องเปลืองเมมฯ อีกแล้วจ้า



เราได้ลองชิมเมนู Baan Baan Affogato (180 บาท) แต่ไอศกรีมของเมนูนี้ไม่ใช่วานิลลานะ เป็นไอศกรีมมะพร้าว และแน่นอนว่าเป็นมะพร้าวออร์แกนิก (ที่มาจากสวนของคุณยูเอง) กับเอสเพรสโซช็อตของที่ร้าน ความหวานหอมจากรสชาติเฉพาะตัวของมะพร้าวเมื่อมารวมกับกาแฟที่คั่วแบบกลางๆ ก็พอดี สดชื่นเข้ากับวิวเขียวๆ ที่มองออกไปจากชั้นสองสุดๆ



อีกเมนูน่ารักน่ากินของเด็กวัยประถมฯ มัธยมฯ ไทยที่เจ้าของร้านได้แรงบันดาลใจจากไมโลรถโรงเรียน จนแปลงร่างมาเป็นเมนู Chocolate บ้าน (120 บาท) เมนูน่าซดนี้มีช็อกโกแลตหลายตัวมาเบลนด์กัน รสชาติครีมมี่สุดๆ ราวกับได้วาร์ปไปสมัยอยู่ในรั้วโรงเรียนอย่างไรอย่างนั้น



ถ้ายังไม่อิ่มที่นี่ยังมีเมนูที่ไม่น่าจะมีในคาเฟ่ได้อย่างขนมจีบไก่ (65 บาท) เนื้อแน่น (แบบไม่มีอย่างอื่นผสมเลย) ด้วยความที่หุ้นส่วนเป็นคนอิสลามและเจ้าของร้านชอบรับประทานขนมจีบก็เลยออกมาเป็นเมนูนี้ หรือถ้าอยากอิ่มจริงอิ่มจังที่ร้านก็มีเมนูแกงกะหรี่น่องไก่ด้วยนะ



ความเจ๋งมากๆ ของที่นี่คือ ถ้าแดดออกก็จะไม่ร้อนจนเผา ต่อให้ฝนตกยังไงก็จะไม่เปียกชุ่มจนป่วย ด้วยต้นไม้ที่ปลูกมากว่า 15 ปีจนใหญ่โตปกคลุมพื้นที่ไปหมด เชื่อเถอะว่าไม่ว่าจะมาตอนไหน นอกจากอาหารที่อร่อยแล้วอากาศดีๆ ก็เป็นของแถมที่ราวกับจะเชื้อเชิญให้เธอกลับมาที่นี่อีกแน่ๆ 

“ยินดีต้อนรับเสมอ” เสียงลมจากกิ่งไม้ใบไม้ใหญ่ที่พัดปกคลุมรอบๆ บ้านต้นไม้บอกกับเราอย่างนั้น



BaanBaan By Baker Gonna Bake
140 อ.ปากช่อง ต.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
เปิดวันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 9.30-17.30 น.




ดลนภา รามอินทรา : ถ่ายภาพ