×

9 หลุมรักที่ตกเราให้แวะพักในเขาใหญ่ #KhaoYaiCameraRoll

สราลี อุรุพงศา | Editorial Manager | 25 October 2018



ถึงเขาใหญ่จะไม่ใช่ดวงจันทร์ แต่ก็เหมือนขุดหลุมรักให้เราตกได้ทุกวัน นับๆ ดูเราไป 3 วัน ตกไปแล้ว 9 ครั้ง (ใช้หัวใจเปลืองจัง T/////T)

ต่อไปนี้คือ 9 หลุมรักระหว่างทางที่ทำให้เราตกแล้วตกเล่า จนรู้ตัวอีกที่ก็ไม่แน่ใจว่า นี่เราแวะเก่งหรือถ่ายรูปเก่งกว่ากันแล้วตอนนี้

 

ตกหลุมรักครั้งที่ 1 : สถานีรถไฟบันไดม้า

สถานีร้อยกว่าปีแห่งมิตรภาพและความตั้งใจ

หลุมแรกดักเราอยู่ตั้งแต่ต้นทาง “สถานีรถไฟบันไดม้า” ตำบลปากช่อง สวยคลาสสิกซะจนอยากสละรถทิ้งแล้วขึ้นรถไฟเล่นเดี๋ยวนั้นเลย
 

เรื่องราวของสถานีรถไฟบันไดม้านั้นยาวนานมากว่า 112 ปีแล้ว เริ่มต้นที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5)  ทรงเสด็จมาประทับที่นี่ เสด็จพระราชดำเนินมาประทับแรม เพื่อทรงงานสร้างทางรถไฟ (ในตอนนั้นทรงให้สร้างทางรถไฟสายแรกในประเทศโดยเริ่มจากตั้งแต่กรุงเทพฯ ยาวมาถึง จ.จังหวัดอยุธยาแล้ว และกำลังจะสร้างต่อมาที่นครราชสีมา) คุณลุงชูชาติ เผินสูงเนิน คนคุมประแจประจำสถานีเล่าให้เราฟังว่า แต่ก่อนพื้นที่ตรงนี้เรียกว่าดงพญาไฟ การเดินทางผ่านที่นี่จะค่อนข้างโหด มีไข้ป่าระบาดมากมาย พระองค์จึงทรงเสด็จมาประทับทีทรงงานที่่นี่เพื่อเป็นขวัญกำลังใจและเปิดทางให้ทางรถไฟทำงานไปต่อได้ ที่นี่ก็เลยเริ่มเจริญขึ้น และจากนั้นไม่นานทางรถไฟจากกรุงเทพฯ ก็เดินทางมาถึงนครราชสีมาสำเร็จจนได้

ที่ใช้ชื่อสถานีน่ารักอย่างนี้ก็เพราะว่าสมัยก่อนที่เมื่อครั้งที่รัชการลที่ 5 เสด็จพ่อร.5ทรงรถไฟเสด็จพระราชดำเนินประทับรถไฟมาถึงที่นี่บริเวณนี้ซึ่งมีสภาพเป็นป่านั้น ทางจะต้องเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นได้มีการจัดขบวนม้ามาเป็นพาหนะสำหรับเสด็จพระราชดำเนินรับเสด็จท่าน  และแน่นอนว่าซึ่งตามธรรมเนียมจะต้องมีบันไดมารับให้ท่านเพื่อให้พระองค์เสด็จขึ้นไปประดับประทับบนหลังม้า และนั่นก็คือที่มาของชื่อสถานีตั้งแต่นั้นมา...แม้ว่าตอนนี้จะไม่มีม้าแถวนี้แล้วก็ตาม

 

ตอนเราเดินทางไปถึง เจ้าบ้านใจดีทั้งนายสถานีและเจ้าหน้าที่คุมประแจก็ต้อนรับขับสู้เรียกเราเข้าไปข้างในที่เหมือนจะเป็นบ้านของพวกเขา แต่จริงๆ คือพื้นที่ทำงานในตัวสถานีนั่นแหละ เราได้เจอเห็นเครื่องควบคุมการเดินรถครั้งแรกในชีวิต ในสถานีนี้โดยเฉพาะเป็นเครื่องที่แต่ละสถานีจะใช้ติดต่อกันสื่อสารระหว่างสถานี เมื่อรถไฟแล่นออกมาจากสถานีก่อนหน้าไหน สถานีนั้นก็จะกดปุ่มให้สัญญาณไปยังเราสถานีถัดไปเพื่อให้รู้ว่ารถไฟกำลังจะมาแล้วไปแล้วนะ เมื่อมาถึงสถานีเรา คุณลุงชูชาติก็จะรับหน้าที่กดปุ่มสีแดงเพื่อเป็นสัญญาณบอกว่ากำลังจะออกจากสถานีแล้วนะ อย่างนี้วนไป

ถึงจะบอกว่าพื้นที่ตรงนี้สร้างมาตั้งแต่ 112 ปีที่แล้ว และต่ตัวอาคาร แต่จริงๆ แล้วสถานีรถไฟบันไดม้าเพิ่งสร้างอย่างเป็นทางการเมื่อ 81 ปีที่แล้ว (ดูจากปูนที่โบกข้างบันไดที่เขียนไว้ว่า 7/9/80) แต่โครงสร้างที่นี่ยังเก่าและเก็บทุกอย่างไว้เหมือนเดิมหมดในสภาพที่ดีมากมาก อย่างไม่น่าเชื่อระหว่างที่เจ้าบ้านทั้งสองกำลังตั้งใจทำงานเราจะเห็นรายละเอียดที่มีชีวิตชีวายิบย่อยไปหมด ทั้งภายในห้องทำงานของนายสถานี อุปกรณ์การรถไฟต่างๆ เอกสารเก่าๆ ตู้เซฟ พิมพ์ดีด และสีสันที่ทาตกแต่งสถานีที่ถึงแม้จะเป็นสี ซิกเนเจอร์เดิมแต่ก็หมั่นดูแลให้ใหม่น่าอยู่น่าเข้าไปเยี่ยมอยู่เสมอ สมกับที่คุณธนาวุฒิ ศรีโชติ นายสถานีผู้ใจดีบอกกับเราเป็นประโยคแรกว่า “ที่นี่คงสภาพเดิมหมดทุกอย่าง ใครจะเดินเข้ามาดูก็ได้นะครับ ยินดีต้อนรับ เข้ามาเลยๆ”

ถ้าอยากนั่งรถไฟมาที่นี่ ให้ขึ้นรถไฟจากสถานีรถไฟหัวลำโพง เราจะผ่านสถานีรถไฟปางอโศกก่อน แล้วถัดจากนั้นก็จะถึงสถานีรถไฟบันไดม้า ที่ปากช่องนี่แหละ แต่ถ้าขับรถมาล่ะก็ แวะที่นี่ก่อนเข้าเขาใหญ่ดูสักหน่อย รับรองว่าจะได้มิตรภาพน่ารักๆ จากลุงๆ เจ้าบ้านทั้งสองคนในสถานีนี้จนเป็นการเริ่มต้นทริปที่ดีด้วยรอยยิ้มเชียวล่ะ
 

สถานีรถไฟบันไดม้า

หมู่ 4 บ้านบันไดม้า ตำบลต.ปากช่อง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา 30130

 

 

ตกหลุมรักครั้งที่ 2 : RIBS MANNN

สวนซ่อนแอบ


RIBS MANNN คือร้านอาหารยุโรปตึกสามชั้นที่ขึ้นชื่อเรื่องโฮมเมด ตั้งแต่ไส้กรอกรมควันยันเบเกอรี่ที่คุณภาพคับเตาสมราคา ( อ่านรีวิวได้ที่ http://bit.ly/paikinkao_ribsmannn ) พออิ่มตื้อกับอาหารแล้ว เราอยากชวนทุกคนมาเดินย่อยที่สวนขนาดกว้างด้านล่าง สวนสวยที่ถ้าเป็นผู้หญิงก็น่าจะเป็นผู้หญิงสวยแต่ขี้อาย เลยหลบซ่อนแอบตัวเองไว้อยู่ที่หลังร้าน

จุดแรกที่เราจะเจอคือสะพานที่ราวกับชักชวนให้เราแวะพักไปเกาะราวดูวิวลำธารจิ๋ว จากจุดนี้ ถ้าได้ไปยืนจะสามารถมโนได้เดี๋ยวนั้นเลยว่าบ้านหลังโต (เป็นบ้านในโครงการบ้านที่เราไม่สามารถเดินไปได้นะ) นั้่นคือนี่คือสวนหน้าบ้าน ส่วนบ้านที่เห็นไกลๆ นั่นคือบ้านเราเอง อ่ออ้อ ตรงกลางลำธารจะมีก้อนหินยักษ์ให้ไปเดินข้ามถ่ายรูปเล่นได้ด้วยนะ

หลุดมาจากวังวนของลำธารน้อย เดินไปตามทางจะเจอดงดอกหญ้าสูงประมาณเอวที่ไหวเอนไปตามลมอ่อนๆ ราวกับจะเรียกเราเข้าไปใกล้ๆ จากตรงนี้เราจะได้เข้าใกล้บ้านยักษ์มากขึ้น แต่ก็อย่าเดินไปไกลกว่านี้มากนักนะ เพราะมากกว่านี้จะหลุดจากพื้นที่ของตัวร้านแล้ว


วิวนี้เราไม่สามารถเดินลงไปได้นะ ลำธารน้ำตกน้อยๆ นี่ขี้อายสุดๆ เพราะมุมเดียวที่จะมองเห็นได้คือการมองจากด้านในตัวร้านบริเวณบันไดที่จะขึ้นไปชั้น 2 เท่านั้น เราจะมองได้แค่จากข้างในร้าน ไม่สามารถไปมองใกล้ๆ ได้ แต่เชื่อเถอะว่า แค่มองก็สวยแทบหยุดหายใจแล้ว

จุดสุดท้ายของร้านที่เหมือนจะส่งเรากลับบ้าน (เพราะอยู่แถวๆ ที่จอดรถพอดิบพอดี) คือเนินเล็กจิ๋วที่เต็มไปด้วยคุณต้นไม้ตัวโย่งและคุณดอกไม้สีสวยที่จะนำเราไปสู่เนินสูงที่เห็นภูเขาอยู่ไกลลิบตา จุดนี้ซ่อนตัวอยู่ในลานจอดรถระดับที่ต้องตั้งใจหาถึงจะเจอ แต่เชื่อเถอะว่าถ้าได้ลองวิ่งขึ้นวิ่งลงแล้ว โอ้โห โฮ นึกว่าตัวเองเป็นอลิซ อิน วันเดอร์แลนด์อย่างไรอย่างนั้นเลย แทบไม่อยากกลับขึ้นรถเลยล่ะ

 

RIBS MANNN

ถนนธนะรัชต์ ด้านหน้าโครงการบ้านทิวเขา

โทร. 099-9289-3555

เปิดทุกวัน วันจันทร์-พฤหัสบดี เวลา 11:.00-23:.00 น. และวันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 10:.00-23:.30 น.

 

 

ตกหลุมรักครั้งที่ 3: น้ำพุธรรมชาติบ้านท่าช้าง

สวยแบบหลุดออกมาจากฝันของใคร


 

น้ำพุนี้มีชื่อเล่นที่รู้กันระหว่างคนปากช่องว่า “น้ำผุดธรรมชาติ” แค่เดินเข้ามาแล้วเห็นสีน้ำผุดก็ก็พ่ายแพ้แล้ว นี่คือน้ำผุดผสมน้ำพุธรรมชาติที่สีสวยน้ำใสตลอดเวลาจริงๆ สีฟ้าอมเขียวที่เห็นเนี่ยเป็นน้ำใสบริสุทธิ์เพราะผุดออกมาจากใต้ดิน (น้ำเย็นเจี๊ยบนะ ไม่ได้ร้อนหรืออุ่นแต่อย่างใด)

เราสามารถซื้อของกินเดินเข้ามาปูเสื่อปิกนิกที่นี่ได้ (ตรงทางเข้าเขามีเสื่อให้เช่าด้วยนะ) จริงๆ แล้วพื้นที่ของน้ำผุดไม่กว้างมาก เดินข้ามสะพานวนไปมาก็ครบรอบแล้ว แต่ความสวยที่ล้อมรอบด้วยต้นไม้ของที่นี่ก็ทำให้เราได้รูปสวยๆ แบบที่แค่เดินเล่นลัดเลาะไปตามต้นไม้แต่ละต้นก็เปลี่ยนมุมให้ได้ภาพสวยๆ ใหม่ๆ แล้ว

น้ำที่นี่ใสมากจนสามารถลงเล่นน้ำได้เลย (ยกเว้นบริเวณที่เป็นตาน้ำ) ซึ่งเด็กๆ วัยรุ่นที่นี่ก็เล่นน้ำกันเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ถ้าอยากมาแค่ถอดรองเท้าแกว่งขาถ่ายรูป หรืออยากมาเล่นแบบเงียบๆ หลับตาฟังเสียงน้ำแล้วล่ะก็ แนะนำให้มาแต่เช้าสักเก้าโมงเช้าเลย คนแทบจะไม่มีเลย (แต่ในกรณีที่เมื่อคืนก่อนนั้นฝนตก แนะนำว่าให้มาช่วงสายๆ หน่อยน้ำถึงจะใส เพราะถ้ามาเช้าไปน้ำก็อาจจะยังขุ่นจากฝนที่ตกเมื่อคืนได้)

จุดวัดใจที่ถ้ามาถึงแล้วก็ควรลงไปสัมผัสคือสะพานปูนสโลปลงน้ำ ที่เราต้องไถลตัวลงมาอย่างลาดชัน (ต้องใช้ทักษะการทรงตัวและยึดเกาะขึ้นสูง ซึ่งจริงๆ แล้วถ้าไถลลงมาหรือขึ้นทางปูนไม่ไหว แนะนำให้มองไปทางขวาจะมีหินเป็นระยะให้พอก้าวลงก้าวขึ้นได้อยู่ ลองทางนั้นก็ได้) เพื่อที่จะมาอยู่นั่งพักอยู่ที่ทางน้ำผ่านที่ปูด้วยปูนเป็นระยะๆ ให้ได้นั่งพักหย่อยหย่อนเท้าหย่อนใจกันตรงนี้ ก่อนที่จะไหลหลุดพื้นที่บ่อน้ำผุดไป 

นอกจากจะเพลินตา เย็นขาแล้ว เราจะอยู่ตรงนี้กี่โมงกี่ยามก็ไม่มีร้อน เพราะมีหลังคาน่ารักๆ เป็นคุณแก๊งต้นไม้สูงที่บังแดดให้เราไว้เรียบร้อยแล้ว

 

น้ำผุดธรรมชาติบ้านท่าช้าง

สวนกาญจนาภิเษก ซอย โยธาธิการ ตำบล หมูสี อำเภอ ปากช่อง จ.นครราชสีมา 30130

เปิดทุกวัน เวลาประมาณ 9.00 – 17.00 น.

 

 

ตกหลุมรักครั้งที่ 4: Midwinter Green

บ้านจิ๋วไกลลิบตาในฟาร์มสีเขียว


Midwinter Green เป็นร้านอาหารพื้นที่กว้างขวางแบบแค่ตัวร้านก็ใหญ่โตแล้ว ไม่นับรวมพื้นที่ส่วนสวนและฟาร์มของเขาที่ยิ่งกินพื้นที่ใหญ่และสวยสุดลูกหูลูกตาเสียจนอยากจะปาใจให้ไปเลย


เราไปถึงร้านนี้ช่วงเย็นๆ ระหว่างรออาหารเราเดินไปเจอพื้นที่นี้ลานกว้างนี้ที่หลังร้าน ด้วยเพราะอยากเดินดูฟาร์มปลูกผักและผลไม้ที่ใช้เป็นวัตถุดิบของร้าน เราได้รับอนุญาตให้เดินดูฟาร์มของที่นี่ก่อนกำหนดเปิดจริง (ร้านอาหารน่ะเปิดปกติ แต่ในส่วนของฟาร์มจะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเดินดูได้ช่วงสิ้นปีเท่านั้น) แต่วิวนี้ก็ดักเราด้วยความสวยและสบายตาเสียจนเดินไปไม่ถึงฟาร์ม สักที ฮ่าๆๆ 555  เอาล่ะ เราหยุดตรงนี้ที่เธอเลยแล้วกัน

บ้านไกลลิบตา  (ที่หน้าตาคลับคล้ายคลับคลาบ้านจิ๋วที่ต้องนั่งจ้องเวลาวัดสายตานี้) จริงๆ แล้วแต่ก่อนเป็นโกดังเก็บอุปกรณ์ทำไร่ทำสวนต่างๆ แต่ตอนนี้ดัดแปลงให้มาเป็นโถงใช้จัดงานใหญ่ๆ อีเวนต์ขนาดใหญ่ ของร้านด้วยความที่อากาศดีมากๆ การเดินเล่นพื้นที่ตรงนี้ ระหว่างรออาหารจะทำให้เราอารมณ์ดีได้ไม่ยาก และต่อให้เราไปนั่งรับประทานอาหารแล้ว จากมุมร้านอาหารก็สามารถมองมาเห็นวิวนี้เหมือนกัน แต่จะแถมเทือกเขาที่อยู่ลิบตาให้ด้วย อิ่มตาอิ่มใจไปอีก

 

Midwinter Green

88/88 ซอย บ้านทรายทอง หมู่ 24 ซอย 6 ตำบล หนองน้ำแดง อำเภอ ปากช่อง จ.นครราชสีมา 30130

เปิดทุกวัน เวลา 10.00- – 22.00 น.

 

 

ตกหลุมรักครั้งที่ 5: PIROM Café

คาเฟ่สำหรับทอดสายตา

คาเฟ่ที่ใช้กาแฟอาราบิก้าที่ปลูกในไร่ของตัวเอง  คั่วเอง บดเองนี้มีขนาดเล็กจิ๋ว มีตัวร้านเป็นแค่ซุ้มเล็กๆ ตัวคาเฟ่ยังเป็นแค่ซุ้มเล็กๆ ไว้ชงกาแฟ (แก้วละประมาณ 100 บาท) และขายขนมเท่านั้นเอง (แต่อนาคตตัวร้านจะขยับขยายให้กว้างขึ้นแล้วซุ้มนี้จะขยายตัวเข้าไปในห้องแล้ว เพราะคนเริ่มมาเยอะขึ้น) แต่พื้นที่ที่เหลือทั้งหมดของร้าน เขายกให้กับโต๊ะเก้าอี้และวิว 180 องศาสุดสวยหมดเลย พอสั่งกาแฟเสร็จ สำหรับลูกค้านั้นนั่งกว้างขวางอยู่ตรงชานหน้าร้าน พอสั่งกาแฟปุ๊บ เราจะได้เดินเข้าไปนั่งโต๊ะเก้าอี้ที่เขาเตรียมไว้ให้ปั๊บเราอาจมานั่งรอกาแฟที่โซนเก้าอี้ที่ร้านเตรียมไว้ให้  แต่เชื่อเถอะ นั่งได้ไม่นานหรอก แป๊บเดียวเราจะถูกวิวตรงหน้าหลอกล่อ รู้ตัวอีกทีถูกดูดให้วิ่งเข้าไปในสนามกว้างริมน้ำแล้ว ตรงริมน้ำนั่นมีไมยราบจิ๋วมากมายคอยชูช่อต้อนรับให้ไปนั่งจิ้มเล่น

พื้นที่หน้าคาเฟ่เป็นสนามหญ้าลานกว้างที่รู้หรอกนะว่าไม่ได้นุ่มสบายเหมือนเก้าอี้เบาะนิ่มที่ร้านเตรียมไว้ให้ แต่เราก็ยังอยากไปนั่งกับหญ้าเขียวๆ นั่นอยู่ดี ยิ่งถ้าได้มาแต่เช้าตรู่สักเก้าโมง (ร้านเปิด) นะ แดดไม่จ้า ไม่โหด ไม่แสบตา (อ้่อ แต่มีน้ำค้างพอให้ก้นเปียกนะ แฮ่) ยิ่งดูดกาแฟไปนั่งฟังเสียงนกเสียงน้ำไหลไป หลับตาแล้วได้ยินเสียงใบไม้พลิ้วตามแรงลมนะ โอเค เราอยากอยู่ตรงนี้จนกว่าแดดจะเผาร่างให้สลายไปเลยล่ะ

แค่ขยับตัวมาทางด้านขวาหน่อยเดียวก็จะได้วิวคุณต้นไม้ต้นใหญ่ประจำคาเฟ่ที่หน้าตาดีแถมยังบังแดดเก่ง แต่ถ้าขยับตัวมาทางซ้ายก็จะนึกว่าตัวเองอยู่วาร์ปไปอยู่ในไร่ชาที่เชียงราย เพราะชาดัดที่ปลูกเรียงรายเป็นแถวเป็นระเบียบอยู่นั้น จะเว้นที่ให้เราเข้าแถวแทรกตัวเข้าไปถ่ายรูปได้เฉยเลย

ทางที่จะไปลานจอดรถก็เต็มไปด้วยต้นไม้รายล้อมรอบโครงการ Pirom at Vineyard ที่ราวกับจะมาส่งเรากลับบ้านนั้น เรียกว่า ยังคงคงคอนเซปต์ให้ความรู้สึกสบายอกสบายใจยันทางกลับบ้านเลยล่ะนะ

 

PIROM Café

หมู่ 5 โครงการ Pirom at Vineyard ตำบลพญาเย็น อำเภอปากช่อง จ.นครราชสีมา

โทร. 09-8886-1181

เปิดทุกวัน เวลา 9.00- – 18.00 น.

 

 

ตกหลุมรักครั้งที่ 6 : Khao Yai Art Museum

งานศิลปะที่ถูกกอดด้วยสีเขียว

พักไปชมงานอาร์ตในตัวตึกกันบ้าง เพราะที่เขาใหญ่น่ะมีพิพิธภัณฑ์น่าสนใจเพียบ (ดูลิสต์พิพิธภัณฑ์ได้ที่ http://bit.ly/KhaoYaiCameraRoll_ArtMuseum) เขาใหญ่ อาร์ต มิวเซียมก็เป็นอีกที่ที่ต้องไป มิวเซียมแห่งนี้อยู่บนเนินเขาท่ามกลางพื้นที่กว่า 20 ไร่ ไปถึงปุ๊บเราจะเจอสนามหญ้าอ้วนๆ ที่จัดวางงานศิลปะไว้กระจัดกระจายแต่สวยงามเต็มพื้นที่ไปหมด แม้แต่ในตึกตัวมิวเซียมก็มีงานศิลปะกระจุกกระจิกระหว่างทางขึ้นลงให้หยุดดูเพียบ

ในตัวหอศิลป์มี 3 ห้องใหญ่ ตอนนี้ห้อง Art Space A กำลังจัดแสดงผลงานศิลปะที่ได้แรงบันดาลใจมาจากในหลวง รัชกาลที่ 9 ตั้งแต่เมื่อปลายเดือนตุลาคมเมื่อปีก่อน หนึ่งในงานที่จัดแสดงคือชุดภาพพิมพ์ผสมจิตรกรรม “กราบ/สักการะ” ที่โดยอาจารย์ถาวร โกอุดมวิทย์ ศิลปินผู้รับหน้าที่เป็นภัณฑารักษ์ของมิวเซียมแห่งนี้ด้วย

ที่ด้านบนของตัวตึกมีมิวเซียมชอป และพื้นที่คาเฟ่ให้นั่งจิบกาแฟ แต่ไฮไลท์ไฮไลต์ด้านบนเรายกให้ชานระเบียงเอาต์ดอร์ที่ยื่นออกไปให้เห็นสีเขียวของพื้นที่ด้านล่าง ความน่ารักละเอียดละออของฟังก์ชั่นตรงระเบียงนี้คือการที่เราสามารถมองเห็นงานศิลปะจากด้านบนได้ และศิลปะเหล่านั้นก็สามารถตีความได้หลากหลายเพิ่มไปอีก สมกับเป็นอาร์ตมิวเซียมในทุกๆ ตารางเมตรจริงๆ นั่นแหละ (ถ้าอยากอยู่กับงานศิลปะนานอีกหน่อย เขาก็มีห้องพักแบบวิลลล่าที่นำงานศิลปะไปตกแต่งทุกมุมห้องให้เข้าพักได้ด้วยนะ)

Khao Yai Art Museum

บ้านท่าช้าง ซ.6 หมู่ 16 ต.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา จ.นครราชสีมา

โทร. 044-44756-6060-6

เปิดทุกวัน เวลา 09:.00-17.:30 น. (เข้าชมฟรี)

 

 

ตกหลุมรักครั้งที่ 7: Yellow Submarine Coffee Tank

คิดนอกกล่อง (ดำ)

Yellow Submarine Coffee Tank คือคาเฟ่ดำในเขียว เล่าให้เข้าใจง่ายๆ คือสถาปัตยกรรมกล่องดำยักษ์ที่สร้างมาครอบป่าใหญ่ด้วยคอนเซปต์คาเฟ่ปิดล้อมแต่ก็ยังเว้นพื้นที่ให้ต้นไม้ด้วยความเคารพธรรมชาติ (อ่านเรื่องราวคอนเซปต์ของคาเฟ่ได้ที่ http://bit.ly/khaoyaicameraroll_yellowsub ) และไม่ใช่แค่พื้นที่ข้างในที่น่าตื่นตาตื่นใจ แต่ด้านนอกนั้นก็น่าตื่นเต้นไม่แพ้กัน


ด้วยความเป็นคาเฟ่ปิดล้อม คนด้านนอกมองเข้ามาจะเห็นด้านในน้อยมาก ในขณะเดียวกันถ้าเรานั่งอยู่ข้างในมองออกไปข้างนอกก็จะถูกจำกัดการมองให้มองลอดช่องเห็นเพียงสีเขียวๆ ไกลๆ ดูลึกลับแบบคอนทราสต์ แต่ถ้าได้เดินออกไปนอกคาเฟ่จริงๆ จะเจอกับป่าที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่แต่ดูไม่รกรุงรังจนต้องกลัวว่าจะมีสัตว์ประหลาดออกมาทักทาย แต่สัตว์ที่มาทักทายเรากลับเป็นไก่ที่ถ้าเดินไปใกล้จะไม่ค่อยไว้ใจเราเท่าไร เลยเอาแต่เดินหนี ฮ่าๆๆ  

ปกติแล้วไก่แก๊งนี้จะเดินดุ๊กๆ ร้องกุ๊กๆ อยู่กันเป็นแก๊งข้างคาเฟ่ ถามดูพบว่าเป็นไก่ที่พนักงานเก่าเคยเลี้ยงไว้ ก็เลยเลี้ยงกันยาวมาถึงตอนนี้ ในจังหวะที่เรารับประทานกาแฟและขนมเสร็จ และกำลังเดินออกจากร้าน จู่ๆ ไก่ก็เดินมาพุ่งตัวมาราวกับจะเดินมาส่ง แล้วก็หยุดยืนนิ่งๆ เป็นพระเอกหลักประกอบฉากบ้านไม้หลังน้อยกลางป่าพอดิบพอดีเสียจนเราต้องเดินช้าลง ใช้เสียงให้น้อยที่สุดเพราะกลัวไก่จะเตลิดจากไป และนั่นก็ทำให้เราได้ภาพนี้มาพอดี ถ้าหันหลังกลับไปตอนนี้ก็จะเจอคาเฟ่กล่องดำยืนเท่ๆ อยู่เหมือนเดิม โห เป็นความคอนทราสต์ที่น่ารักเกินไปจนชักไม่อยากกลับแล้วล่ะ

 

Yellow Submarine Coffee Tank

149 ต.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

เปิดวันศุกร์ - อาทิตย์ เวลา 9.00 – 19.00 น.

 

 

ตกหลุมรักครั้งที่ 8: สวนกุหลาบกลางพนา
ที่พักน้ำค้างกลางป่า


ทันทีที่มาถึง เราจะได้รับการต้อนรับอย่างดีจากเดอะแก๊งน้องหมาน่ารัก 3-4 ตัว ที่เดินเข้ามาใกล้ๆ เหมือนจะเข้ามาตรวจเวร เด็กๆ จะเข้ามาดม มาแอบชะโงกดูสัมภาระโน่นนี่ที่เราเตรียมมา ราวกับว่าได้รับการฝึกมาอย่างดี พอใจแล้วเดอะแก๊งก็จะเดินจากไป ผ่านด่านนี้แล้วเราจะเดินชมตรงไหนของสวนก็ได้ ตามสบายเลย

ที่นี่มีกุหลาบหลากหลายสายพันธุ์จากต่างประเทศเต็มพื้นที่กว้างราว 5 ไร่ เป็นสวนกุหลาบที่อยู่กลางป่ากลางเขาตามชื่อจริงๆ นั่นแหละ เพราะมองไปทางไหนก็จะเจอภูเขาและต้นไม้ใหญ่ล้อมรอบอยู่ (กลางป่าระดับที่เจ้าของเคยเล่าว่าดึกๆ ดื่นๆ มีช้างมาเดินลุยสวนกุหลาบด้วย)สวนกุหลาบที่นี่เดินค่อนข้างสะดวก ปลูกไว้เป็นแปลงๆ เป็นระเบียบแหวกทางให้เดินเรียบร้อย แต่ถ้าคืนก่อนหน้านั้นฝนตกก็ต้องระวังเฉอะแฉะหน่อยนะ เพราะดอกกุหลาบน่ะรักน้ำ อุ้มน้ำเก่ง  

เราแนะนำว่าให้ไปแต่เช้าตรู่ เรา จะได้เจอวิวสวยแบบที่หมอกตามยอดเขาลิบตาก็ยังปกคลุมอยู่ แถมด้วยแสงแดดรำไรไม่จัดมาก ที่สำคัญคือเช้าๆ จะได้เจอกับน้ำค้างที่ยังคงเกาะอยู่ตามดอกกุหลาบ ดมกุหลาบใกล้ๆ จะได้กลิ่นหอมหวนแต่เช้าเลย แต่อย่าไปจับดอกกุหลาบเขานะ เดี๋ยวจะช้ำขายไม่ได้ราคา

ที่นี่มีดอกกุหลาบขายด้วย เขาขายทั้งต้นทั้งดอกกุหลาบ (ต้นละประมาณ 100 บาท) ใครเดินดูแล้วอยากซื้อกลับไปก็ซื้อได้ อ้่อ แต่ที่สำคัญคือต้องไปสักวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์นะ เพราะปกติแล้วที่นี่จะตัดดอกกุหลาบขายทุกๆ วันจันทร์ เพราะฉะนั้นสักวันศุกร์ก็ดอกกุหลาบก็เริ่มโต เริ่มบานอีกครั้งแล้ว

 

สวนกุหลาบกลางพนา

17/2 หมู่ 10 บ้านเหวปลากั้ง ต.หมูสี อ.เมือง จ.นครราชสีมา

โทร. 09-8 - 221-3834 , 06-1-168-7441

เปิดทุกวัน เวลา 6.00 – 17.00 น.

 

 

ตกหลุมรักครั้งที่ 9: Te Mata Glamping

ถ่ายรูปเพลินจนลืมนอน


นี่เป็นที่พักที่เดียวที่เราอยากแนะนำในลิสต์นี้ ด้วยมิติใหม่ของการไปแกลมปิ้ง (Glamping คือการรวมตัวของ Glamour และ Camping เป็นแคมป์รูปแบบหนึ่งที่ครบครันไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก) ที่สดใสน่ารักน่าชังแถมให้ฟีลความเซอร์ที่สวยและสบาย ที่สำคัญคือจองทีเดียวได้พื้นที่ 2 ไร่ ได้เต็นท์ยักษ์ติดแอร์ (ดูภาพและอ่านเรื่องราวของที่พักได้ที่ http://bit.ly/khaoyaicameraroll_temata) กับเต็นท์หลังน้อย ความพีคอกอยู่ตรงเต็นท์นี้นี่แหละที่พอเห็นปุ๊บก็อยากเอากล้องส่องทางไกลคล้องคอ ดึงถุงเท้าขึ้นสูง แล้วคอสเพลย์เป็นซูซี่ (ในภาพยนตร์ Moonrise Kingdom) มานั่งซู่ซ่าปาทังก้าปาทังกี้ในนี้เดี๋ยวนั้นเลย

ที่นี่ไม่ใช่กิจกรรมชาวค่ายลูกเสือ-เนตรนารีที่ต้องขุดดินปักสมอบก ต่อโครงกางเต็นท์เอง เพราะฉะนั้นมาถึงเราจะเจอเต็นท์กางรอไว้เลย แถมด้วยพร็อพด้วยพร็อปนุ่มนิ่มน่าทิ้งตัวลงนอน  แต่ก็ต้องมาสะดุดกับพร็อพกับพร็อปแคมป์ปิ้งมากมายที่ฉุดเราไว้ให้มาถ่ายรูปเล่นกันก่อนแล้วค่อยทิ้งตัว ใครอินกับการได้เอกเขนกเอนหลังสัมผัสเทกซ์เจอร์ของผ้าเหนือพื้นหญ้าจริงๆแล้วละก็ เต็นท์นี้จะกล่อมคุณหลับปุ๋ยไปเลยชัวร์ๆ ความพีคพีกคือไม่ใช่แค่เซ็ตติ้งตั้งไว้สวยๆ ให้ถ่ายรูปเฉยๆ แต่ในนี้นอนได้จริงนะจ๊ะ มีแอร์เย็นๆ แถมกว้างขวางแบบถ้าจะนอนจริงก็ปูเบาะนอนได้อีก 4 คนไปเลย

เดินขึ้นไปหน่อยเดียวก็จะถึงเต็นท์ยักษ์ยกพื้นสูงที่ทำให้เห็นวิวเขาใหญ่ได้สุดลูกหูลูกตา หรือถ้าเดินเล่นในนี้ก็ร่มรื่น มีต้นไม้ใหญ่ที่เติบโตมากับพื้นที่จริงๆ ให้ร่มเงาพร้อมกับลมเย็นสบาย เอาเป็นว่าจะเดินเล่นตอนกลางคืน จะถอดรองเท้าเดินบนพื้นหญ้า หรือตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นในชุดนอนก็ได้ เป็นจุดแวะพักที่ตกหลุมรักได้ง่ายดายเลยจริงๆ

 

Te Mata Glamping

97 หมู่ 6 ถ.ธนะรัชต์ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

โทร. 06-1662-6615



ดลนภา รามอินทรา : ถ่ายภาพ