×

ของดีฝั่งธนบุรีที่ชื่อ “วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร”

ศรัณยู นกแก้ว | Writer | 31 October 2018


 

เทศกาลศิลปะ Bangkok Art Biennale 2018 ทำให้ชื่อของ “วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร” หรือ “วัดประยูรฯ” หรือ "วัดรั้วเหล็ก" ของดีของชาวฝั่งธนบุรีกลับมาอยู่ในสปอตไลต์การทอดน่องท่องกรุงเทพฯ อีกครั้ง หลังจากที่เมื่อปี 2013 วัดริมเจ้าพระยาแห่งนี้เคยโด่งดังจากการได้รับรางวัลยอดเยี่ยม (อันดับ 1) หรือ Award of Excellence ด้านการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก จากยูเนสโก

แน่นอนว่าวัดประยูรฯ ไม่ได้เป็นแลนด์มาร์กกรุงเทพฯ และไม่ได้อยู่ในพิกัดที่นักท่องเที่ยวกระแสหลักจะสามารถเดินทางเข้าไปได้อย่างง่ายดาย แต่การที่วัดเก่าแก่อายุกว่า 190 ปีซึ่งตั้งอยู่ใจกลางชุมชนพุทธ คริสต์ และอิสลามแห่งนี้ได้รับความสนใจจากพี่ใหญ่ด้านศิลปวัฒนธรรมทั้งสองเจ้าก็ย่อมการันตีแล้วว่าวัดประยูรฯ นั้นมีความไม่ธรรมดาซ่อนอยู่ ดังเช็กลิสต์ของดีกรุวัดประยูรฯ ที่ “เพื่อนเดินทาง” สาขาเด็กฝั่งธนฯ นำมาฝากกัน


 

เขามอจากหยดน้ำตาเทียน

“เขามอ” ที่เปรียบได้กับแกนกลางจักรวาลหรือก็คือ “เขาพระสุเมรุ” เป็นความนิยมที่มักถูกสร้างคู่วัดมาตั้งแต่ครั้งสุโขทัย ก้อนหิน การจำลองแบบของภูเขาในธรรมชาติ และการใส่ความชุ่มฉ่ำของสายน้ำเป็นเขามอในความทรงจำที่คล้ายคลึงกันแทบทุกวัด ทว่าเขามอที่วัดประยูรฯ นั้นแตกต่างด้วยการจำลองภาพของหยดเทียนขี้ผึ้งซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงจุดขณะประทับภายในพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน เมื่อผ่านวันเป็นปี หยดน้ำตาเทียนเหล่านั้นก็ทับถมกันเป็นชั้นๆ มองคล้ายภูเขาที่มีความอ่อนช้อย และเมื่อสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) ได้สร้างวัดประยูรฯ ก็ถอดรูปแบบของหยดน้ำตาเทียนขี้ผึ้งมา สร้างเป็นภูเขากลางน้ำสูง 30 เมตร

เขามอที่นี่ไม่ได้มีดีเพียงขนาดของพื้นที่ที่ค่อนข้างใหญ่ ทว่ายังมีการสร้างเจดีย์พระปรางค์ไว้บนยอดเขา ซึ่งมีต้นไม้ขนาดใหญ่และศาลานั่งเล่นริมน้ำที่ร่มรื่นมาก และที่แปลกตาอีกอย่างคือพระมณฑปทรงฝรั่งแบบกอทิกในแบบโบสถ์คริสต์ ผลงานช่างชาวต่างชาติในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่ร่วมสร้างพระราชวังบางปะอิน

อีกความลับของเขามอวัดประยูรฯ คือ เดิมในสระมีเต่าขนาดใหญ่ที่อายุอานามพอๆ กับวัดอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก จนคนในชุมชนต่างเรียกว่า “อุทยานเขาเต่า” แต่น่าเสียดายหลังน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ ทางวัดได้อพยพเต่าออกไปเพื่อความปลอดภัย ส่วนปัจจุบันแม้รอบเขามอจะไม่มีเต่าขนาดใหญ่ ทว่าก็ยังมีลูกหลานเหลนเต่าตัวน้อยออกมาใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์กันรอบสระ

คำเตือน!!! ชมเต่าแล้วก็อย่าหยิบยื่นลูกชิ้นหรือขนมที่ไม่ใช่อาหารเต่า เพื่อให้เต่าอายุยืนอยู่เป็นตำนานวัดประยูรฯ ไปนานๆ
 

ด่ำดิ่งสู่ใจกลางเจดีย์

สารภาพเลยว่าชาว กทม. หลายคนรู้จักวัดประยูรฯ หลังจากที่ได้รับรางวัลด้านการอนุรักษ์จากยูเนสโก โดยสิ่งที่วัดประยูรฯ อนุรักษ์และได้รับรางวัลคือองค์เจดีย์สีขาวความสูง 60.525 เมตร ซึ่งยึดรูปแบบการก่อสร้างเจดีย์แบบในสมัยอยุธยาที่กลางเจดีย์จะกลวงและมีเพียงเสาแกนกลางหรือ “เสาครู” ขนาด 144 ตันค้ำยันไว้ ซึ่งในประเทศไทยเหลือเพียงที่วัดประยูรฯ แห่งเดียวเท่านั้นที่ยังคงอนุรักษ์เทคนิคการก่อสร้างแบบโบราณไว้พร้อมด้วยอิฐก้อนเดิมที่ยังคงอยู่ ที่สำคัญสุดคือเปิดให้คนทั่วไปเข้าชมถึงแกนกลางเจดีย์ได้ โดยทางเข้าไปยังแกนกลางเจดีย์นั้นต้องขึ้นบันไดไปชมวิวสักเล็กน้อย แล้วเดินเข้าประตูบานใหญ่ปกติ ทว่าขาออกทางวัดมีเคล็ดให้ลอดอุโมงค์เล็กๆ ออกมา ก่อนกลับอย่าลืมแวะพิพิธภัณฑ์ตรงบริเวณฐานเจดีย์ที่เก็บรวบรวมของเก่าสมัยเปิดกรุเพื่อบูรณะองค์พระเจดีย์

"ในประเทศไทยเหลือเพียงที่วัดประยูรฯ แห่งเดียวเท่านั้นที่ยังคงอนุรักษ์เทคนิคการก่อสร้างเจดีย์แบบโบราณที่ตกทอดจากสมัยอยุธยา"

งานวัดประยูรฯ

หากฝั่งพระนครมีงานวัดภูเขาทองอันโด่งดัง ฝั่งธนบุรีก็มีงานวัดประยูรฯ นี่แหละที่เป็นตำนาน ซึ่งสันนิษฐานว่าเริ่มจัดครั้งแรกราวเดือนมีนาคมเมื่อ 107 ปีที่ผ่านมาโดยลูกหลานตระกูลบุญนาค งานวัดประยูรฯ ในอดีตจัดอย่างยิ่งใหญ่ 7 วัน 7 คืน เพื่อให้คนมาปิดทองพระพุทธฉายและพระพุทธบาทที่บริเวณเขามอ แต่หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 งานวัดประยูรฯ ก็ต้องยุติไป และมารื้อฟื้นอีกครั้งก็เมื่อไม่ถึง 5 ปีมานี้ในชื่องานสมโภชพระอาราม ซึ่งจัดเป็นประจำช่วงต้นปีท่ามกลางลมหนาวอันแผ่วเบา โดยในงานมาครบทั้งตลาดอาหารโบราณ ของเล่นวัยเยาว์อย่างม้าหมุน ปาเป้า การแสดงลิเก เชิดสิงโต รวมทั้งการเปิดให้เข้าชมแกนกลางองค์พระเจดีย์ยามค่ำคืน และในค่ำคืนช่วงวันลอยกระทงวัดประยูรฯ ก็มีงานวัดย่อมๆ ด้วยเช่นกัน

ศิลปะและธรรมะใน BAB 2018

ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึง 3 กุมภาพันธ์ 2562 วัดประยูรฯ จะถูกแต่งแต้มด้วยงานศิลปะ เพราะที่นี่ได้รับเลือกให้เป็นแลนด์มาร์กริมแม่น้ำเจ้าพระยาสำหรับจัดแสดงศิลปะในงานบางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ (Bangkok Art Biennale) ซึ่งความน่าตื่นเต้นก็คืองานที่จัดแสดงทุกชิ้นล้วนเป็นงานที่ได้แรงบันดาลใจมาจากตำนานวัดและการนำธรรมะมาแปรเป็นงานศิลปะ เริ่มจากงาน “WHAT WILL WE LEAVE BEHIND?” ที่ นีโน่ สาระบุตร โรยเซรามิกรูปหัวกะโหลก 125,000 ชิ้นตลอดทางเดินรอบองค์เจดีย์ซึ่งมีกำแพงเป็นที่เก็บเถ้าอัฐิ

บริเวณชั้นล่างของศาลาการเปรียญเป็นผลงาน “Sweet Boundary” ของ กมล เผ่าสวัสดิ์ ซึ่งนำรั้วเหล็กในสมัยรัชกาลที่ 3 ที่เป็นหนึ่งในตำนานวัดประยูรฯ มาตีความ ส่วนชั้น 2 เป็นพื้นที่จัดแสดงงาน “Zodiac Houses” ของศิลปิน มณเฑียร บุญมา ซึ่งจัดแสดงงานไว้บริเวณหน้าธรรมาสน์ที่พระเทศน์ ทว่างานของมณเฑียรไม่ต้องนิมนต์พระ ตรงกันข้ามมณเฑียรให้ผู้ชมเข้าไปยืนอยู่กลางบ้านที่มีกลิ่นดิน กลิ่นหญ้า และเมื่อเงยหน้าขึ้นฟ้าจะพบเจอดวงดาวและจักรวาลอันแสนสงัด

ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของศิลปะในวัดประยูรฯ คืองานของศิลปินชาวอิตาเลียน Paolo Canevari ซึ่งนำความหมายแห่งไตรลักษณ์มาตีความหมาย จัดแสดงไว้บนชั้น 2 ของศาลาการเปรียญเช่นกัน

อีกไฮไลต์ของที่นี่คือ “Turtle Religion” ของ กฤช งามสม ที่นำเต่าขนาดใหญ่ซึ่งเป็นเหมือนมาสคอตของวัดมาแบกสัญลักษณ์ความเชื่อของชุมชนรอบวัดที่ประกอบไปด้วย 4 ศาสนา ได้แก่ เจดีย์วัดประยูรฯ ตัวแทนพุทธเถรวาท, เจดีย์ทรงจีนวัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหารสัญลักษณ์ของพุทธมหายาน, โบสถ์คริสต์ซางตาครู้สแห่งชุมชนกุฎีจีน และมัสยิดของชุมชนกุฎีขาว เรียกได้ว่างานศิลปะชิ้นเดียวสามารถเล่าถึงประวัติ ความเชื่อ และชุมชนรอบวัดได้อย่างครบถ้วน (Bangkok Art Biennale ที่วัดประยูรฯ จะจัดแสดงถึงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2562)

ที่ตั้ง ถนนประชาธิปก กรุงเทพฯ 
ข้อมูลเพิ่มเติม  www.watprayoon.com